Appirio New Venture On A Cloud
flickr:8620729079

Appirio : การร่วมทุนใหม่บน Cloud

Chris Bardin เป็นผู้ทำให้หุ้นของบริษัทสูงสุดเท่าที่เคยเป็นมาภายใต้การนำในฐานะ CEO ของเขา เริ่มที่อยากจะท้าทายความเสี่ยงของทีมโดยที่จะทำให้ Appirio เติบโตไปที่ 40 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งในระหว่างการประชุมคณะผู้บริหาร เขาได้กล่าวกับ Glenn Weinstein ว่า “ความกลัวที่สุดของผม คือ การเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงหรือหายนะอย่างฉับพลัน
ที่บางบริษัทที่มีประวัติดีที่ปฏิบัติการโดย Cloud สูญเสียข้อมูลเครดิตการ์ดของลูกค้าถึง 4 ล้านคน ซึ่งมันอาจจะเปลี่ยนทุกอย่าง เขามั่นใจว่าลูกค้าอาจมีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย เนื่องจากการป้องกันและการรักษาความปลอดภัยเฉพาะของฐานข้อมูล Cloud ที่มีอยู่ แต่เขาสงสัยว่า Cloud Computing สามารถพัฒนาขึ้นได้อีกหรือไม่ เพื่อที่จะลดต้นทุนและความซับซ้อนในการดำเนินการทาง IT ในระหว่าง 4 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้วางรากฐานโครงสร้างร่วมกับหุ้นส่วนทางกลยุทธ์กับ Google และ Salesforce.com แต่มันยากที่จะทำนายความรวดเร็วและความเสี่ยงของการขับเคลื่อนบน Cloud ได้ Appirio มีแผนที่จะนำเสนอบริการ Cloud และการให้คำปรึกษาสู่กิจการขนาดกลางและขนาดใหญ่

Appirio

Appirio ตั้งขึ้นบนพันธสัญญาที่ว่าบริษัทจะสร้างคุณค่าของระบบและซอฟแวร์ให้มากขึ้นโดยการขับเคลื่อนระบบ IT บน Cloud ซึ่งภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันของการให้บริการทาง IT บริษัทต้องออกใบอนุญาตจากผู้ค้าและจัดการกับสิ่งต่าง ๆ เช่น การดำเนินการเกี่ยวกับSystem, Hardware, Updates, Hosting, Support และการซ่อมแซม ซึ่งโดยทั่วไปต้นทุน และการลงทุนด้านเทคโนโลยีไม่สัมพันธ์โดยตรงกับธุรกิจหลักของบริษัท Cloud ได้เปิดโอกาสให้เราหลุดออกจากรูปแบบเดิมๆ โดยปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญไปที่เรื่องเกี่ยวกับเทคนิคและลักษณะของซอฟแวร์ และให้บริษัทให้ความสำคัญไปในส่วนของการดำเนินธุรกิจ เพื่อเป็นการสนับสนุนประเด็นนี้ Appirio ได้ส่งทั้งผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อช่วยกิจการให้เร่งนำ Cloud ไปใช้งานให้มากขึ้น

The Appirio Leadership Team

ทีมผู้ก่อตั้งของ Appirio เคยทำงานในบริษัทซอฟแวร์ที่เป็นที่รู้จัก เช่น SAP, Borland และ Webmethods ภายในบริษัทเหล่านี้พวกเขาทำหน้าที่ในส่วนของ IT การให้คำปรึกษา และสนับสนุนด้านเทคนิค ซึ่งทำให้พวกเขาได้รับความรู้และตระหนักในภาระของซอฟแวร์เหล่านี้ที่มีในธุรกิจใหญ่ๆ ในฐานะ CEO และ CIO ของ Appirio ซึ่ง Chris Barbin และ Glenn Weinstein จึงคิดว่า IT ควรมีส่วนประคับประคองความคล่องตัวและความสามารถทางการแข่งขันในตลาด แต่บ่อยครั้งที่ความซับซ้อนและต้นทุนของการพัฒนาระบบ IT ก็เป็นส่วนทำลายมากกว่าที่จะสนับสนุนการปรับปรุงทางธุรกิจ

flickr:8620729091

ในองค์กรใหญ่ๆของโลก ส่วนของ IT ใช้ 70% - 80% ของเวลาในการรักษาและปฏิบัติการซอฟแวร์ที่มีอยู่ หลายอาทิตย์หรือหลายสัปดาห์ถูกใช้เพื่ออัพเกรดซอฟแวร์และแก้ไขปัญหา เราควรจะมาไตร่ตรองว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถใช้ IT ในการเพิ่มคุณค่าทางธุรกิจ เช่น ความได้เปรียบทางการแข่งขัน และความสามารถขององค์กร โดยจะทำอย่างไรให้ระบบ IT สามารถดำเนินการต่อได้โดยปราศจากการหยุดชะงัก

ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องต้นทุน และการแข่งขันของระบบการดำเนินการ IT รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Software-As-a-Service (SAS) ก็เริ่มได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย และมีความสมบูรณ์พอที่จะใช้ปฏิบัติงานในฐานะซอฟแวร์ทางธุรกิจได้ แนวโน้มนี้ได้ถูกทดลองขั้นต้นโดย Salesforce.com ที่ใช้ควบคุมการจัดการด้านการขาย และการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ที่ราคาไม่แพง, ปรับขนาดได้ และง่ายต่อการจัดการโดยการปฏิบัติการบน Cloud

Chris ได้กล่าวว่า Appirio ถูกจัดตั้งขึ้นบนความเชื่อ 4 ข้อ คือ
1. Software-as-a-service จะเป็นการปฏิวัติแนวโน้มใหม่ในวงการ IT
2. ใน 5-10 ปีข้างหน้าธุรกิจด้าน IT จะเริ่มตระหนักถึงประโยชน์ของรูปแบบนี้
3. กิจการจำเป็นต้องเรียนรู้คุณค่าที่จะได้รับจากการใช้ Cloud
4. CIOs จำเป็นต้องได้การแนะนำให้ตระหนักถึงความรวดเร็วและต้นทุนที่ต่ำลงที่จะได้รับจาก Cloud computing

Appirio ต้องการที่จะเป็นตัวเร่งที่จะเร่งความเร็วสู่โลกใหม่ ในการก่อตั้ง Appirio ในปี 2006 software-as-a-service และ Cloud ตั้งเป้าหมายไปที่ธุรกิจเล็กๆ แต่ Appirio ก็ได้หันเหเป้าหมายไปในส่วนธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ ซึ่งคำถามสำคัญในใจผู้ก่อตั้งคือ “ เราได้จับตลาดที่ถูกต้องโดยการสันนิษฐานที่ถูกต้องหรือไม่ ”

The Burton Group ให้คำจำกัดไว้ว่า :
“Cloud Computing คือ ชุดของความเป็นระเบียบ, เทคโนโลยี และรูปแบบทางธุรกิจที่ใช้แสดงความสามารถทาง IT
ตามความต้องการ ในบริการ”

The National Institute of Standards and Technology ให้คำจำกัดความว่า :
“ Cloud computing คือ รูปแบบทำให้เกิดความสะดวก ตอบสนองความต้องการ การกำหนดการเข้าถึงเครือข่ายส่วนที่มีการแชร์ไว้ เช่น เครือข่าย, Server, Storage, ชุดคำสั่ง และบริการที่สามารถจัดหาและปล่อยข้อมูลออกมาได้อย่างรวดเร็วด้วยความพยายามจัดการหรือการมีปฏิสัมสันธ์กับผู้จัดหาบริการที่ต่ำที่สุด ”
ซึ่งทั้งนี้มันเป็นการยากที่จะหาคำจำกัดความเพียงข้อเดียว เนื่องจากความคาดหวังหลายๆอย่างที่เกี่ยวกับสิ่งที่องค์กรจะได้รับในการนำ Cloud Computing มาใช้งาน

The Early Days of Appirio
Appirio ถูกรวมและก่อตั้งในปี 2006 ด้วยพันธกิจและวิสัยทัศน์ที่จะเร่งให้เกิดการใช้งานของ Cloud Chris, Glenn และ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์ Narinder Singh รวมเงิน $100,000 ด้วยกันเพื่อเป็นทุนใน 15 เดือนแรก สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือการร่วมมือกับ Google Chris กล่าวว่า “สิ่งนี้ช่วยเร่งโมเมนตัมเหมือนกับการล็อคคุณค่าหลักได้ในทันที” เขากล่าวต่อ “เราถกเถียงกันอย่างจริงจังหลายชั่วโมงเกี่ยวกับคุณค่าหลัก และเราตกลงกันว่าเราจะรอดหรือตายขึ้นอยู่กับคุณค่าเฉพาะราย” หลังจากที่มีการจ้างพนักงานคนแรก ทีมก็ตกลงที่จะสัมภาษณ์และอนุมัติการจ้างงานใหม่ทั้งหมด นอกจากนั้นพวกเขาตัดสินใจว่าหลายคนในพวกเขาสามารถยับยั้งการจ้างงานได้ใน 100 คนแรกที่จ้างมา พวกเขารู้ว่าการหาคนที่มีวิสัยทัศน์คล้ายคลึงกันจะทำให้เกิดวิกฤตในการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Cloud Computing พวกเขาพยายามที่จะค้นหาและกลั่นกลองคนที่ใช่ พวกเขาสร้าง HR System ที่มีความยืดหยุ่น ซึ่ง Cloud สามารถทำให้ Appirio สามารถคัดกรองผู้สมัครได้มากกว่า 25,000 คน
Appirio พิจารณาถึงกลยุทธ์ของคุณค่าของ Cloud เพื่อการปฏิบัติการ และการเติบโต ทีมการจัดการเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่าพวกเขาสามารถสร้างบริษัทที่มีคนมากกว่า 10,000 คนได้ใน Cloud Chris, Narinder และ Glenn ตั้งเป้าที่จะสร้าง IBM รุ่นต่อไปโดยปราศจากหีบห่อของฮาร์ดแวร์ ระบบที่จะเป็นทางออกของบริษัทโดยปราศจากต้นทุน, ความซับซ้อนและมีเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง พวกเขาให้ความสนใจไปที่การขับเคลื่อนสิ่งที่ไม่ใช่หลักหรืออะไรที่พวกเขาเรียกว่าระบธุรกิจชายขอบไปสู่ Cloud Chris อธิบายว่า “การค้าขายของ JP Morgan Chase หรือ Morgan Stanley เป็นหลักของธุรกิจ ดังนั้นมันไม่ควรถูกขับเคลื่อนบน Cloud แต่ระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ที่เป็นส่วนสำคัญแต่ไม่ใช่หลักคือ Candidate ที่สำคัญสำหรับการตระหนักถึงผลประโยชน์ของค่าใช้จ่ายและความยืดหยุ่นที่จะเป็นไปใน Cloud”
Appirio วัดความเติบโตทางธุรกิจจากจำนวน Go-Live มันหมายถึงการนำโปรเจคของลูกค้าไปสู่ Cloud อย่างประสบผลสำเร็จ จากจำนวน Go-Live หลายร้อยราย Appirio ติดตามการประหยัดต้นทุน, นวัตกรรม และการเพิ่มขึ้นของความยืดหยุ่นของลูกค้าของพวกเขา สำหรับความแตกต่างในเชิงรุกจาก IBM และ Accenture บริษัทที่มีความสนในที่แข็งแกร่งในรูปแบบระบบ IT แบบดั้งเดิม ทีมผู้บริหาร Appirio การนำส่งผลประโยชน์อย่างรวดเร็ว Chris กล่าวว่า “วิธีการคิดแบบดั้งเดิมเกี่ยวกับ Multi-year waterfall implementation system runs generally in eight figures และผลสามารถมีความเสี่ยงได้ ในโลกของ Cloud เราตั้งเป้าหมายที่จะทดสอบการทำงานใน 4 – 6 สัปดาห์”

Growth Phases
เริ่มแรก Narinder, Glenn และ Chris กำหนดภาพการเติบโตจาก 0 สู่ 10 ล้านดอลล่าร์ ใน 1 ปี บริษัทให้ความสนใจในการหาและพัฒนาหุ้นส่วนทางกลยุทธ์รวมทั้งความสัมพันธ์กับ saleforce.com และ Google หลังจากถึงเป้าหมาย 10 ล้านดอลล่าร์อย่างรวดเร็ว บริษัทได้ปรับเป้าหมายของเขาใหม่จาก 40 ล้านดอลล่าร์ สู่ 100 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งในขณะนี้ก็กำลังพิจารณาว่าจะวางตำแหน่งของพวกเขาอย่างไรสำหรับ IPO
การที่ทาง Appirio ได้ดำเนินงานและโอกาสทางการตลาดเปิดกว้างนี้ทำให้ผู้บริหารมองว่าคล้ายกับช่วงเวลาที่เริ่มนำไฟฟ้ามาใช้หลังการค้นพบของ EDISON และAppirio ก็เห็นชอบว่าช่วงเริ่มต้นนี้เป็นช่วงที่มีความจำเป็นต้องให้การศึกษาและเผยแพร่เพื่อการเติบโตในอุตสาหกรรมนี้ ในท่ามกลางการแข่งขันกับคู่แข่งรายใหญ่ๆ อย่าง Accenture และ IBM ที่มุ่งความสนใจในระบบดั้งเดิม, มีราคาแพง และการใช้ waterfall-style แต่ทาง Appirio ไม่จำเป็นต้องมี Sever ที่มีราคาแพงเป็นของตัวเอง Appirio นั้นตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำทางด้านเทคโรโลยี Cloud เพียงอย่างเดียว แต่ความกังวลคือ ธุรกิจขนาดใหญ่จะไว้วางใจใน cloud เฉพาะตอนเริ่มแรกที่นำพวกเขาเข้าสู่ระบบ cloud หรือไม่ ในขณะเดียวกัน IBM และ Accenture ก็นำเสนอการบริการและการให้คำปรึกษาในระบบ cloud เช่นกัน แต่พวกเขาก็นำเสนอบริการระบบเดิมด้วย สรุปแล้ว การมุ่งเน้นไปที่ cloud เพียงอย่างเดียวจะทำให้สถานะของ Appirio ในตลาดเป็นอย่างไร

**Appirio’s CIO **
Glen เข้ารับตำแหน่งเป็น CIO (Chief Information Ofiicer) ในช่วงแรกของการก่อตั้งบริษัท เขาทำหน้าที่ดูแลฝ่ายให้คำปรึกษารวมถึงด้าน IT ทั้งหมด ซึ่งเขาใช้เวลาประมาณ 10% ของเวลางานทั้งหมดของเขาในการบริหารดูแลส่วนของ IT ประกอบกับจำนวนพนักงานด้าน IT ของ Appirio ที่มีเพียงแค่ 10% ในช่วงเริ่มก่อตั้ง ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวนี้ได้ถูกใช้ไปอีกประมาณ 2 ปีครึ่ง โดยในปีที่ 2 ทางบริษัทได้เริ่มการปรับขนาดระบบปฏิบัติการด้าน IT ซึ่งในปี 2011 Appirio ได้จ้างพนักงานประจำด้าน IT เข้ามา 1 คนเข้ามาทำงานเป็นผู้ดูและระบบหรือที่เขาเรียกว่า Trafic Cop หรือผู้ควบคุมการจราจรของระบบนั่นเอง Glem เองยังได้ใช้เวลาประมาณ 25% ของเขาในการจ้าง Contractor และ Consultants และพบว่าได้ผลลัพท์การทำงานที่เท่ากันกับการมีบุคลากร IT เพียงแค่ 2 คนเท่านั้น
Glennได้ประกาศไว้ว่า “เราจะไม่มีวันเป็นเจ้าของ Server ใดๆหรือพึ่งพา Software ใดๆตราบใดที่เรายังคงดำเนินกิจการตามแบบ Appirio” ข้อความนี้เป็นเหมือนการกำหนดแนวทางด้าน IT ให้บริษัทดำเนินนโยบายหรือปรัชญาตามที่ได้กล่าวไว้กับลูกค้า
ในปี 2011 ซึ่งบริษัทมีพนักงานประมาณ 250 คนแต่ยังคงรักษาโครงสร้างบริษัทที่ยังคงไม่มีการใช้ Server หรือ Software ใดๆ ฝ่ายผู้นำพาผู้มาเยี่ยมชมไปดูห้องที่มีป้ายแขวนไว้ว่าเป็นห้อง Server แต่ด้านหลังประตูกลับเห็นแค่เพียงสายโทรศัพท์และพื้นห้องเท่านั้น

Appirio ได้นำระบบพื้นฐานเช่น
• QuickBooks online ใช้สำหรับด้านการเงิน,
• Salesforce.com ใช้สำหรับการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management : CRM),
• ใช้ Google Apps สำหรับการทำงานร่วมกันและการผลิต และ
• Workday ใช้สำหรับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management : HRM)
การที่ Appirio ได้นำระบบเหล่านี้มาใช้ส่งผลให้ Appirio สามารถหลีกเลี่ยงที่จะต้องมาคอยปรับปรุงแก้ไขหรือต้องคอย Update software อยู่ตลอดเวลา

flickr:8620729107

Apporio เชื่อว่าแผนกไอทีไม่ควรเกี่ยวข้องกับการจัดหาและการบำรุงรักษาแล็ปท็อปแก่พนักงาน เพราะพนักงานต่างก็มีคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้านและก็สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ network ที่บ้านเองได้ ซี่งพนักงานทุกคนของ Appirio จะได้รับสวัสดิการโดยจะมีงบประมาณ ให้ซื้อ Laptop , Mac หรือ เครื่องรุ่นอื่นๆ แต่ขอให้สามารถเชื่อมต่อกับ Internet ได้ก็พอ
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Appirio นั้นมีทัศนะคติเช่นนี้ก็เพราะพวกเค้ามีกลยุทธ์ที่มุ่งมั่นให้ Software เป็นเหมือนการบริการ (Software-as-a-service) นั่นก็คือ Software สามารถตอบสนองความต้องการทุกอย่างได้ Appirio นั้นไม่ได้สร้างโครงข่าย Network ขึ้นมาหากแต่พวกเขาใช้โครงข่าย Network ผ่านทาง Internet ที่ซึ่งพวกเขามุ่งมั่นจะทำให้เป็น Public Cloud
มาตรฐานการชี้วัดของการมีประสิทธิภาพในอุตสาหกรรม IT นั้นคือการประเมินต้นทุนทาง IT ต่อสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งต้นทุนของบริษัทส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับการลงทุนด้าน IT ในจำนวนมหาศาล แต่สำหรับ Appirio นั้นหากยึดตามผลสำรวจของ Gartner ปริมาณการลงทุนขนาดต่ำของ Appirio ในด้าน IT ต่อรายได้ทั้งหมดนั้นถือได้ว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับบริษัทยักษ์ใหญ่ โดยสัดส่วนการใช้จ่ายทางด้าน IT ของ Appirio นั้นต่ำกว่า 2% ซึ่งดูเหมือนว่าแนวโน้มการของธุรกิจของพวกเขาค่อนข้างที่จะมีความซับซ้อนและไปได้ด้วยดี ซึ่งทางบริษัทคาดหวังให้ไม่เกินที่ 3% จากผลการสำรวจของ Gartner นั้นบริษัทส่วนใหญ่จะใช้งบประมาณทางด้าน IT อย่างน้อย7% ต่อรายได้รวมทั้งหมด ซึ่งหากเปรียบเทียบกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของ Appirio ในด้าน IT นั้นมองได้ว่าเป็นการแบ่งสัดส่วนค่าใช้จ่ายของ IT กับกลุ่มลูกค้านับพันรายด้วยการใช้ Software ที่มีความเฉพาะบวกกับการบริการที่มีความเฉพาะตัว

flickr:8620729117

ถึงแม้ว่า Appirio นั้นจะเริ่มต้นด้วยบุคลากรเพียง 3 คนแต่ในช่วงปีแรกนั้นพวกเขาตัดสินใจที่จะทำบริษัทมีพนักงานถึง 1,000 คน โดย Appirio ได้คิดค้น ระบบโครงสร้างพื้นฐานของ IT ที่สามารถ Support พนักงานได้ 100 คนในช่วงแรกและ 1,000 คนในภายหลัง Appirio ค่อยๆเริ่มคิดค้นระบบโครงสร้างพื้นฐานของ IT ขึ้นมา โดยการกำหนดนิยามใหม่ของโครงสร้าง IT พื้นฐานและ ดึงออกจากข้อกำหนดเดิมๆของ Hardware และ Networking
สำหรับ Appirio นั้นความหมายของระบบ โครงสร้างพื้นฐานทาง IT คือ

1. ข้อมูลดิบนั้นควรอยู่ที่ไหน
2. ข้อมูลจะเคลื่อนย้ายได้อย่างไร
3. ระบบใดบ้างที่จะเป็นระบบที่ผู้คนใช้กันในแต่จุดประสงค์
4. การรวมตัวแบบใดที่พวกเขาใช้ในการรวมกันระหว่างลูกค้าและผู้ร่วมค้า
Appirio เห็นว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีเอกลักษณ์จะแสดงถึงความความแตกต่างระหว่างองค์กรได้ โดยที่ Appirio เชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรเพื่อจะให้ไปสู่ผลสำเร็จ
สำหรับ Appirio นั้น โครงสร้างระบบ IT พื้นฐานเหมือนการรวบรวมรูปภาพในแผนภาพตรรกะ พวกเขาจะพิจารณาว่า จะทำอย่างไรที่จะรวม CRM กับ ระบบการเงินเข้าด้วยกันและจะมีวิธีใดบ้างที่จะใช้ในการเปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นสู่พนักงานและลูกค้า การบรรลุสู่ความสำเร็จของพวกเขานั้นโดยอาศัย Hardware ของผู้อื่นในการใช้งาน

IT as the trafic Cop (ไอทีเป็นเหมือนตำรวจจราจร)
Appirio ใช้การกระจายอำนาจการตัดสินใจสำหรับ Project ด้านไอที โดยที่มองว่าหน้าที่ของพวกเขาเป็นเหมือนตำรวจจราจรไม่ใช่คนเฝ้าประตูหรือคนอนุมัตินั่นเองเพราะว่าความหมายที่แท้จริงของต้นทุนนั้นขึ้นอยู่กับกำลังคนเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับต้นทุนอื่นๆเลย
ตัวอย่างเช่น หากผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดออนไลน์ต้องการที่จะนำความเป็นผู้นำทางด้านข้อมูลและโอกาสไปใช้ใน Slaesforce.com เพื่อผลักดันธุรกิจในปีหน้า พวกเขาสามารถที่จะเริ่มดำเนินการได้ทันที แทนที่จะต้องมีการยื่นข้อเสนอผ่านฝ่ายต่างๆเพื่อขออนุมัติซึ่งผลอาจจะไม่ได้ออกมาตามที่เสนอไป ซึ่งสำหรับการใช้ระบบ Cloud นั้น มีเงื่อนไขเดียวคือการลงทุนด้านเวลาโดย Marketing director และ Marketing staff ที่จะต้องใช้เวลาในการสร้างสิ่งเหล่านั้นไปในระบบ
Appirio นั้นสามารถประสบความสำเร็จได้เพราะมีวิธีการที่ผิดแผกแตกต่างไปจากวิธีการของบริษัทอื่นๆ ที่พนักงานทุกคนจะเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญ นั่นหมายความว่าพนักงานการตลาดจะสามารถเข้าไปใน Salesforce.com และเริ่มดำเนินการได้ทันที
Traffic Cop นั้นถูกตั้งขึ้นมาเพื่อควบคุมว่าไม่ให้ระบบไปกวนกับของใครหรือถูกแทรกแซงจากที่ใดซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนหน้าที่ของ IT ของ Appirio ที่เปลี่ยนจาก Traditioanal IT ของบริษัทอื่น
IT (Informatin Technology) มีหน้าที่ให้การสนับสนุนด้านเทคนิคต่างๆเพื่อให้ภาระกิจลุล่วง ซึ่งเป็นรากฐานความเข้าใจที่แตกต่างกับบริษัทใหญ่ๆที่หน่วยธุรกิจต่างก็หวังพึ่ง IT ในการบรรลุวัตถุประสงค์โดยใช้เวลากับ IT เป็นส่วนใหญ่แต่กลับพบว่าบ่อยครั้งที่ผลออกมากลับไม่เป็นไปตามความพอใจที่หวังไว้ ซึ่งต้องไปขอความช่วยเหลือกับหน่วยงานอื่นในการแก้ปัญหา ซึ่งพวกหน่วยงานอื่นนั้นก็จะติดตั้งระบบของพวกเขาลงเพื่อแก้ปัญหาแต่กลับพบว่าระบบเหล่านั้นไม่สอดคล้องหรือใช้งานไม่ได้กับระบบขององค์กร
ในการที่จะเสนอผลงาน IT ตามบริษัทใหญ่ๆนั้นจะพบว่า มีหลายโครงการที่ถูกเลื่อนออกไป 3 – 6 เดือนเพราะเป็นการยากที่จะนำโครงการเหล่านั้นเข้าไปอยู่ในไตรมาสนั้นได้ สำหรับ Appirio นั้นโครงการจะสามารถทำได้เร็วภายในระยะเวลาที่ต้องการเพราะไม่ต้องไปขึ้นกับระบบ IT ขอเพียงแค่บุคลากรรู้จักจัดสรรเวลาของตน และของพนักงานคนอื่นๆ ก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ ให้ล่าช้า หน้าที่หลักของ Traffic Cop นั้นจะทำให้ IT นั้นผสมรวมกันกับกลยุทธ์แนวหน้าและผู้บริหาร เพื่อให้งานบรรลุความสำเร็จ

Building Competancies around an Emerging Technology การสร้างศักยภาพจากเทคโนโลยีใหม่ๆ
รูปแบบการให้การบริการของAppirio นั้นถือว่ามีเอกลักษณ์ที่สำคัญในด้าน IT ที่พร้อมให้บริการด้านคำปรึกษาต่างๆในเวลาเดียวกัน ซึ่งAppirio นั้นได้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยเมื่อเริ่มก่อตั้งบริษัทนั้น Appirio ได้ใช้ Google App สำหรับการรับส่ง e-mail และปฏิทินออนไลน์ ซึ่งถึงแม้ว่า Appirio จะใช้ Application เหล่านี้ในช่วงแรกแต่กลับพบว่ายิ่ง Appirio ประสบความสำเร็จเท่าไหร่พวกเขาก็ยิ่งมีการรวมเอาApplication เหล่านั้นไปใช้งานรวมกันกับระบบอื่นตามลักษณะของแต่ละธุรกิจ โดยจะเห็นได้ว่าพวกเขาไม่ได้เป็นเฉพาะผู้ใช้งาน Google Appsเท่านั้นแต่ยังเป็นผู้ใช้งานอย่างเต็มที่กับทุกๆระบบที่มีการคิดค้นออกมาจาก Google
Appirio ส่งเสริมให้พนักงานสร้างความสัมพันธ์กับพนักงานของ Googleในทุกช่องทางการสื่อสาร เช่น ตอนประชุมร่วมหรือสัมนาและใน Social media site เพื่อเป็นกลยุทธ์ที่จะนำไปสู่การหล่อหลอมปฏิสัมพันธ์ในหลายๆด้านเพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าของ Appirio จะได้รับการบริการที่ดีที่สุด
Appirio นั้นเคยพยายามที่จะเป็นผู้ริเริ่มในการนำเทคโนโลยีของ Salesfoece.com มาใช้ ตอนที่ Saleforce.comได้นำระบบที่ผู้ใช้สามารถบันทึกแนวคิดลงไปในระบบได้ ซึ่งในขณะนั้น Appirio เองก็นำระบบนี้มาใช้ภายในองค์กรเช่นกัน Appirio นั้นเดินตามระบบของผู้นำในตลาดจึงทำให้ Appirio ตามเทคโนโลยีได้ทัน
ตัวอย่างล่าสุดที่เห็นคือ Appirioได้ใช้ในวันทำงานสำหรับระบบการจัดการทรัพยากรบุคคล (Human capital management system) นั้นเติบโตมากจากการให้บริการด้าน Software ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันที่คิดริเริ่ม Peoplesoft เมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดย Appirio นั้นมิได้เพียงใช้ Workdayเท่านั้นแต่ยังได้หลอมรวมศักยภาพของ Workday ไปใช้กับการขายและการบริหารระบบการจัดการอย่างมืออาชีพอีกด้วยการทดลองและประยุกต์ใช้ระบบเหล่านี้เป็นเสมือนการแสดงถึงสถาปัตยกรรมที่สามารถถูกนำไปแสดงต่อลูกค้าได้เช่นกัน
ซึ่ง Appirio นั้นมีเจตนาที่จะที่จะให้ IT ของพวกเขาเป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจให้กับลูกค้า

Getting Value from the Cloud
ถึงแม้ว่า Appirio จะใช้จ่ายน้อยกว่า 3% ของรายได้รวมไปกับการลงทุนด้าน IT แต่พวกเขายังคงมองไปข้างหน้าเพื่อปฏิวัติการพัฒนาการให้บริการในธุรกิจของพวกเขาดังนี้
1. ให้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่อพนักงานขายของพวกเขา
2. สามารถในรวบรวม ผสมผสานและกำหนดจุดประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันทางการตลาด
3. วิธีการวัดมูลค่าทางการเงิน
4. การมองถึงช่องทางการขายและโครงการต่างๆ
5. วิธีการเก็บรายได้การสินค้าและบริการ
Appirio นั้นสามารถบรรลุระดับการผลิตถึงขั้นนี้ได้ก็เป็นเพราะพวกเขาสามารถบรรลุผลสำเร็จที่ส่งผลกระทบโดยตรงจากเทคโนโลยีของพวกเขาเอง เนื่องจากการเปิดกว้างและความง่ายต่อการใช้ของ Cloud ซึ่ง Chris ได้ระบุไว้ว่า It is all built to scale from day one “ระบบของพวกเขานั้นเหมือนถูกสร้างมาให้พร้อมใช้งานตั้งแต่วันแรก”
โดยภาพรวมแล้วแนวทางธุรกิจลักษณะนี้ทำให้ IT เป็นอิสระจากการต้องมาบำรุงรักษา โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงจากการใช้เวลา 70%- 80% ในการบำรุงรักษาไปเป็น 100% ของการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ซึ่งถึงแม้ว่า Appirio นั้นจะเป็นบริษัทที่มีขนาดค่อนข้างเล็กหากแต่กิจกรรมที่พวกเขาทำนั้นสามารถส่งถ่ายต่อไปยังบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่าได้
Appirio นั้นได้สรรค์สร้างแหล่งนวัตกรรมที่ซึ่งผู้ใช้ไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดการทำงานจากแผนก IT ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะ Appirio นั้นไม่มีระบบ IT ที่มีหน้าที่บำรุงรักษาเหมือนบริษัททั่วไป

Future Direction
Appirio นั้นระมัดระวังในการเลือกผู้ร่วมธุรกิจอย่าง Google และ Salesforces.com ที่ซึ่งมีระบบปฏิบัติที่เติบอย่างรวดเร็ว Google นั้นมีผู้ใช้ทางธุรกิจมากกว่า 3 ล้านคน และ Salesforce.com เองที่มี Application อยู่ถึง 963 Application ซึ่งได้ถูก Download ไปใช้แล้วมากกว่า 651,000 ครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม ระบบปฏิบัติการทั้งสองนี้ยังไม่ครอบคลุมความต้องการขององค์กรได้ในด้าน Cloud ดังนั้น Appirio ควรจะเลือกปฏิบัติการใดมาเสริมและจะเลือกคู่ธุรกิจอย่างไร? ในมุมมองของบริษัทสิ่งใดที่ถือว่าเป็นตัวชี้วัดถึงความสำเร็จที่ Appirio สามารถติดตามผลความสำเร็จได้

Arriving Home
Chris นั้นตระหนักดีว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้านั้นจะเป็นช่วงเวลาของ Appirio ที่จะต้องตัดสินใจว่าจะไปในทิศทางใด ซึ่งทางบริษัทได้สร้างระบบที่มีความหลากหลายและรวดเร็วสำหรับระบบ Cloud และได้ให้อำนาจผู้บริหารในการพัฒนาระบบตามที่เห็นสมควร ผู้นำกลุ่มหรือผู้พัฒนาระบบจะทำตามกลยุทธ์ IT และสิ่งที่ได้ถูกอบรมมา โดยที่ทางบริษัทนั้นไม่มีนโยบายในการที่จะผูกมัดลูกค้าให้ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายที่สูง เพราะ Appirio นั้นเป็นผู้ให้บริการด้าน Cloud เพียงอย่างเดียว
อุตสาหรรม Cloud นั้นย่อมจะต้องมีผู้แข่งขันรายใหม่เข้ามาอีกมากมาย Appirio เป็นบริษัทเดียวที่มีวิสัยทัศน์เดียวกับแนวคิดระบบ Cloud ดังนั้นบริษัทใหญ่ๆ ทั้งหลายก็ต้องพิจารณาอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจมาให้ระบบ Cloud ซึ่ง Appririo จะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะพัฒนานวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่องและจะทำให้ตัวเองโดเด่นจากคู่แข่ง อนาคตของ Cloud จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและแจ่มใสอย่างที่ Appirio เชื่อหรือไม่ เทคโนโลยีใดจะเกิดขึ้นหลังจาก Cloud และทาง Appirio จะมีวิธีการตัดสินใจอย่างไรต่อการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
จุดเป้าหมายของAppirioนั้นคือการเป็น IPO แต่องค์กรแบบ IPO นั้นแทบจะไม่มีอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำในขณะนี้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคำถามที่ว่าแล้วตลาดจะวัดมูลค่าสินทรัพย์ IT ของ Appirio ได้อย่างไร เพราะว่ามีเพียงไม่กี่ตลาดที่เทียบเคียงได้ในธุรกิจด้านนี้ ในขณะที่การคาดการณ์โดยรวมมองดูอย่างสดใสแต่ CIOs ส่วนใหญ่รู้ดีว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว CIOs เหล่านั้นจึงมักจะรอดูให้แน่ใจก่อนจะเปลี่ยนระบบมาให้ใช้ระบบ Cloud ในขณะที่โอกาสทางด้านธุรกิจดูเหมือนจะมีจำนวนมหาศาลแต่ก็มีความเสี่ยงด้วยเช่นกันนั่นเป็นที่มาของคำถามที่ว่า
1. ธุรกิจ Cloud Computing จะโตอย่างรวดเร็วอย่างที่ Chris และทีมของพวกเขาคาดหวังไว้หรือไม่ ? หรือ
2. บริษัทยักษ์ใหญ่จะเชื่อบริษัทรูปแบบใหม่มากกว่าพวก IBM หรือ Accenture ที่จะยอมย้ายข้อมูลทางธุรกิจของเขาทั้งหมดมาใช้ระบบCloudแทนหรือไม่?
3. IBM เองก็มีการให้บริการด้าน Cloud เช่นกันซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์และบริการทั้งหมดของ IBM แล้วจะมีความเป็นไปได้แค่ไหนที่การทำธุรกิจแต่เพียงด้าน Cloud อย่างเดียวของ Appirio จะทำให้ลูกค้าหันมาสนใจมากกว่าการให้บริการด้าน Software และ Hardware ของ IBM เหมือนที่เคยปฏิบัติกันมาในอดีต
4. ยิ่งไปกว่านั้นแนวธุรกิจของ Appirio จะเป็นที่สนใจของทุกบริษัทหรือเฉพาะบริษัทที่มีความรู้ความสามารถทางเทคโนโลยีเท่านั้น
ในความคิดของ Chris นั้นเขาคิดว่า Appirio นั้นมีโอกาสที่จะมาแทน Accenture ในอนาคตแต่นั้นยังต้องมีการพัฒนาอีกมากมาย Appirio นั้นสามารถนำมาเป็นตัวอย่างต่อผู้ประกอบการอื่นอีกมากมาย เพราะทำให้เห็นว่าการทำธุรกิจไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ได้ทบทวนความคิดทางไอทีและเห็นว่าไม่มีข้อจำกัดทางด้านโอกาส

Business Model

flickr:8620729175

บทสรุป : ทิศทางของ Cloud Computing

flickr:8620729213

Appendix A
ระบบปฏิบัติการCloudนั้นถูกจำแนกออกเป็น5ระดับ ซึ่งเรียกว่า Cloud COmputing Stack ซึ่งเป็นการจำแนกตาม Function การใช้งาน ซึ่งผู้ใช้งานจะสามารถเลือกประเภทที่เหมาะสมกับการใช้งานของตัวเองมากที่สุด ได้แก่
1. Infrastructure
2. Platform as a Service
3. Application
4. Collaboration
5. Service

1) Infrastructure Clouds นั้นเป็นระบบปฏิบัติการที่ผู้ให้บริการอย่างเช่น Amazon นำมาใช้ โดยผู้ให้บริการต้องนำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ด้านการประมวลผลมาให้บริการผ่านเครือ ข่าย โดยสร้างโครงสร้างพื้นฐานสภาพแวดล้อมการทำงานเสมือนจริง โดยผู้ให้บริการที่ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ที่รู้จักกัน อย่างกว้างขวางในปัจจุบันได้แก่ Amazon EC2, VMware, AT&Tและ Citrix
2) Platform as a Service คือ ซึ่งผู้ใช้ Cloud ในรูปแบบนี้จะเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่เป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) ที่ต้องการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อใช้งานบน Cloud และให้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นนั้นใช้คุณสมบัติต่างๆของ Cloud ที่จะไม่สามารถหาได้จากสภาวะปกติ(Non-cloud computing) เช่น ความสามารถในการขยาย Computing Resource (CPU/Memory) เมื่อต้องใช้ประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก หรือ หด Computing Resource เมื่อใช้ประมวลผลข้อมูลจำนวนไม่มาก ซึ่งได้แก่ Azure ของ Microsoft, IOS ของ Apple, Force.com ของ Salesforce.com และ Engine AppของGoogle
3) Application Clouds เป็นระบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากที่ซึ่งผู้ใช้สามารถใช้บริการออนไลน์ได้ในทุกๆที่ โดยที่ผู้ใช้จะจ่ายเท่ากับปริมาณที่ตัวเองใช้ ซึ่งได้แก่ Gool Map, Slaesforce.com และGoogle Doc
4) Collaboration Cloud เป็น Application พิเศษที่มุ่งเน้าทางด้าน Social Media เช่น Facebook, LinkedIn เป็นต้น
5) Service Cloud เป็นการให้บริการที่รวมถึงการให้คำปรึกษาและการบริการในด้านอื่นๆสำหรับลูกค้าโดยผู้ที่ให้บริการประเภทนี้ได้แก่Appirio, Boomi และ Opsource.

Appendix B
NIST หรือ National Institute of Standards and Technology เป็นหน่วยงานสังกัด U.S. Department of Commerceคือองค์กรที่สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม และการสร้างความสามารถทางอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ด้านมาตรวิทยาและมาตรฐานทางเทคโนโลยี เพื่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่เพิ่มขึ้น ได้จะแนกลักษณะของCloudออกเป็น4ประเภทได้แก่
1. Public Cloud เป็นการบริการโครงสร้างพื้นฐานของ Cloud เพื่อให้ให้บริการต่อสาธารณะหรือในองค์กรใหญ่ๆตัวอย่างเช่น บริการคลาวด์ของอเมซอน Amazon Elastic Compute Cloud (EC2) หรือของ Google อย่าง Gooel App Engine
2. Private Cloud หมายถึงบริการของผู้ให้บริการที่นำการประมวลผลในระบบ Cloudไปทำงานบนเครือข่ายส่วนบุคคล (Private Network) ของผู้ใช้บริการหรือเครือข่ายที่เปิดให้ใช้บริการเฉพาะผู้ใช้บริการเฉพาะรายเป็นรายๆ ไป บนหลักการของเทคโนโลยีเสมือนขั้นสูง(Virtualization Technology) ผู้ใช้บริการสามารถควบคุมและจัดการระบบได้ด้วยตนเอง Private Cloud สามารถแก้ปัญหาความมั่นคง ความเชื่อถือได้ในการใช้งานระบบ
3. Hybrid Cloud เป็นการประมวลผลที่ประกอบไปด้วยผู้ให้บริการทั้ง Public Cloud และ Private Cloud ผสมผสานกัน

Community Cloud คือคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) ที่เปิดให้หลาย ๆ องค์กรสามารถเข้าใช้งานร่วมกันได้ โดยพนักงานขององค์กรนั้นและพนักงานขององค์กรอื่นที่ได้รับอนุญาต

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License