E Commerce
flickr:8621832144

E-commerce คืออะไร ?

E-commerce คือกระบวนการซื้อการขายผ่านทางระบบ electronic ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น internet อย่างเดียวเท่านั้น สามารถใช้ระบบอื่นที่ไม่ใช้ internet ก็ได้ โดยเฉพาะระหว่างบริษัทกับบริษัทระบบที่เป็นที่นิยม คือ EDI (Electronic Data Interchange) แต่ internet เป็นที่นิยมเพราะเป็นระบบมาตรฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้

E-commerce ต่างจาก E-business อย่างไร ?
E-Business กระบวนการที่ใช้ IT เข้าไปเป็นตัวช่วยของการทำธุรกิจในทุกๆขั้นตอนขององค์กร ไม่ว่าจะเป็น การติดต่อสื่อสารภายใน การะบวนการผลิต กระบวนการภายในต่างๆ รวมไปถึงการติดต่อสื่อสารกับองค์กรธุรกิจภายนอกด้วย แต่ E-commerce จะเน้นเฉพาะการซื้อ-การขาย ดังนั้น E-commerce เป็น subset ของ E-Business

flickr:8621832152
flickr:7594803208

ประวัติของ E-commerce
E-commerce เริ่มต้นมานานแล้วโดยเฉพาะในระดับบริษัทกับบริษัท (B2B E-commerce) โดยระบบเก่าที่ใช้ซึ่งหลายๆบริษัทยังคงใช้กันอยู่นั่นก็คือ ระบบ EDI (Electronic Data Interchange) ใช้ในการแลกเปลี่ยนเอกสารและการทำธุรกรรมต่างๆ แต่ E-commerce แพร่หลายอย่างมากตั้งแต่หลังปี ค.ศ. 1995 คือ หลังจากมีการแพร่หลายของ internet browser

flickr:7594848064

ซึ่งจากกราฟจะเห็นได้ว่าธุรกิจ E-commerce เติบโตเรื่อยมา แต่มีช่วงเบรคอยู่นิดนึงในช่วงปี 2000 (ซึ่งอาจจะเห็นจากกราฟไม่ชัด) เพราะเกิดวิกฤตการณ์ฟองสบู่แตก ของบริษัท E-commerce ในอเมริกาแต่ก็มีการกลับมาเติบโตอีกรอบ และในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 -2009 E-commerce เป็นธุรกิจเพียง sector เดียวเท่านั้นที่ยังมีการเติบโตอยู่
ลักษณะโดดเด่น 8 ของ E-commerce ที่แตกต่างจากการทำธุรกิจดั้งเดิม
1. Ubiquity : ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ สามารถเข้าถึงได้ในทุกที่
2. Global reach : การเข้าถึง E-commerce สามารถเข้าถึงได้ระดับโลก ไม่ว่าเราจะอยู่ในระยะห่างร้อยเมตร หรือหลายๆกิโลเมตร เราสามารถเข้าถึงลูกค้าในระดับที่มากกว่า
3. Universal standards : ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก คือ มี Internet standard คือมาตรฐาน TCDIP ซึ่งแตกต่างจากเทคโนโลยีการสื่อสารอื่นๆเช่น ทีวี วิทยุ ที่แต่ละประเทศมีมาตรฐานการสื่อสารที่แตกต่างกัน
4. Richness : ใช้รับส่งข้อมูลข่าวสารที่มีปริมาณมาก เช่นในรูปแบบ multimedia สนับสนุนและรองรับข้อมูลที่เป็นวีดีโอ ออดิโอและข้อความตัวอักษร
5. Interactivity : มีการสื่อสารสองทาง ซึ่งแตกต่างจากทีวี และหนังสือพิมพ์
6. Information density : สามารถที่จะนำเสนอข้อมูลได้ในปริมาณมาก โดยไม่มีข้อจำกัด
7. Personalization/ Customization :
Customization ความสามารถของลูกค้าที่จะกำหนดข้อกำหนดของสินค้าที่ตัวเองต้องการที่แตกต่างจาก mainstream เช่น สีของเสื้อผ้า spec สินค้า ซึ่งราคาค่อนข้างสูง ทำได้ยากและราคาสูงในอดีต เพราะต้องส่งเซลล์เข้าไปถามความต้องการลูกค้าจากแต่ละคน ซึ่งคำตรงกันข้ามคือ
Mass production คือ สินค้าแบบเดียวกันสำหรับทุกคน สินค้าเหมือนกันทุกชิ้น มีมาตรฐานเหมือนกันทุกคน เพื่อลดต้นทุนในการผลิต
ปัจจุบันเกิดคำว่า Mass Customization คือ ซึ่งเป็นประโยชน์จากการมี internet ทำให้เข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้มากกว่า เช่นกรณีของ Dell computer สามารถ customize ผ่านทาง website
Personalization การที่บริษัทนำเสนอข้อมูลสินค้าที่มีความเหมาะสมกับคุณลักษณะของลูกค้าได้ มาจาก cookie technology ที่สามารถ identify ได้ว่า user เราเป็นใคร เช่น Amazon.com การชอปปิ้งผ่านทาง Amazon ผ่านทาง account ของตัวเองจะแตกต่างจากการดูสินค้าผ่านทาง homepage ทั่วไป เพราะสินค้าที่ปรากฎผ่านทาง account จะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการซื้อสินค้าในอดีตที่ผ่านมาของเราเป็นอย่างไร
8. Social technology : ทำให้ผู้ใช้สามารถ share ข้อมูลกันได้ ทำให้เกิดการตลาดแบบปากต่อปาก (Viral Marketing)

The Change in Economic information

flickr:7594986800

E-commerce เข้ามาเปลี่ยนแปลงเศรษฐศาสตร์ของข้อมูลข่าวสาร เช่นในการนำเสนอข้อมูลของสินค้า ในอดีตเราต้องเลือกดูอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง ความลึกซึ้งของข้อมูลที่จะเข้าถึง (Richness) และจำนวนคนที่จะเข้าถึงข้อมูล (Reach)
ในอดีตถ้าเราต้องการนำเสนอข้อมูลสินค้าไปยังคนจำนวนมาก (Mass) ระดับความลึกซึ้งของข้อมูลจะต่ำและเราไม่สามารถ customize ให้กับลูกค้าแต่ละคนได้ เช่น การสื่อสารผ่าน mass media ทางทีวี วิทยุ นิตยสาร ในความต้องการที่จะได้มาพร้อมๆกันซึ่งความลึกซึ้งของข้อมูลที่จะเข้าถึง (Richness) และจำนวนคนที่จะเข้าถึงข้อมูล (Reach) ไม่ทางเป็นไปได้เลย เพราะนำมาซึ่ง cost ที่สูงมากๆ สำหรับทางที่ต้องการให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลที่มีความลึกซึ้งสูง (Richness) คือต้องให้เซลล์อธิบายลักษณะสินค้าเป็นรายคน
ในปัจจุบันInternet มาเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดนี้ เพราะใน website เราสามารถนำเสนอข้อมูลที่มีความลึกซึ้งของสินค้าสูง และเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากในเวลาเดียวกันได้ เนื่องจากปัจจุบัน website สามารถติดต่อสื่อสื่อสารในรูปแบบสองทิศทางและแบบ multimedia ได้ และสามารถใช้เป็นช่องทางในการติดต่อลูกค้าในปริมาณที่มากในเวลาเดียวกันได้
Key concepts in E-commerce
1. Digital market reduce
- Information asymmetry : ประเด็นหลักคือ E-commerce มาช่วยลดความได้เปรียบเสียเปรียบในการเข้าถึงข้อมูล Information asymmetry เกิดขึ้นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีข้อมูลในการทำธุรกรรมมากกว่าอีกฝ่าย นำไปสู่การได้เปรียบเสียเปรียบในการต่อรอง แต่ในปัจจุบัน internet ทำให้เป็น Information symmetry คือเรามีความสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เท่ากัน ทำให้ให้สามารถตรวจสอบราคาของสินค้าได้อย่างง่าย และทำให้มีการต่อรองเท่าเทียมกัน
- Search costs : ลดค่าใช้จ่ายในการค้นหาข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลของบริษัท ข้อมูลของสินค้า
- Transaction costs : ลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำธุรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะการค้นหา การเปรียบเทียบข้อมูลราคา การชำระเงินต่างๆ
- Menu costs : ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของการเปลี่ยนราคาสินค้า จากเดิมค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างสูง แต่ E-commerce สามารถทำให้อัพเดทราคาสินค้าได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
2. Digital markets enable
- Price discrimination : บริษัทสามารถขายสินค้าชนิดเดียวกันประเภทเดียวกัน ไปยังกลุ่มคนที่แตกต่างกันในราคาที่แตกต่างกัน เช่นธุรกิจสายการบิน โรงแรม
- Dynamic pricing : E-commerce ทำให้ราคาของสินค้าขึ้นอยู่กับ Demand-Supply ของสินค้าในตลาด ณ เวลานั้นๆ เช่น เวลาซื้อของ E-bay ของชิ้นเดียวกัน จะได้ราคาที่แตกต่างกันตาม Demand ของตลาดที่เกิดขึ้นจริง
- Disintermediation : การตัดตัวกลาง (Middle Man)ออกไป ทำให้ผู้ผลิตสามารถเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง ซึ่งเป็นการลดลงทั้งต้นทุนด้านเวลา และต้นทุนของสินค้า เพราะต้นทุนจาก middle man เรียกได้ว่าเป็นครึ่งหนึ่งของราคาสินค้า ทำให้เรานำเสนอราคาสินค้าที่ถูกกว่าคู่แข่งได้

flickr:7595117732

3. Digital goods
- เป็นสินค้าที่สามารถส่งทาง internet หรือ digital network ทำให้ต้นทุนในการส่งต่ำ เช่น เพลง, software, หนังสือ เป็นต้น
- มีต้นทุนการผลิตแค่ครั้งแรกเท่านั้น ส่วนต้นทุนในการผลิตครั้งที่ 2 ก็จะเท่ากับศูนย์
- นอกจากนั้นจะมีต้นทุนทางการตลาดที่คงที่ และราคาก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว
- ส่วนอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเมื่อมีสินค้าอิเล็กทรอนิคส์ (Digital goods) เช่น เทปเพลง เป็นต้น
ข้อสอบ ตัวอย่างของ Digital Product คืออะไร/ความแตกต่างระหว่าง Digital product และ Physical Product คืออะไร? / และ digital product เข้ามาเปลียนแปลงอุตสาหกรรมใดบ้าง

ประเภทของ E-Commerce
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) มีรูปแบบการดำเนินการธุรกิจหลายรูปแบบ ดังนี้

1. ผู้ประกอบการ กับ พนักงาน (Business to Employee - B2E)
คือ การใช้ web เพื่อเปลี่ยนแปลง employee benefit
2. ผู้ประกอบการ กับ ผู้บริโภค (Business to Consumer - B2C)
คือ การค้าระหว่างผู้ค้าโดยตรงถึงลูกค้าซึ่งก็คือผู้บริโภค เช่น การขายหนังสือ ขายวีดีโอ ขายซีดีเพลง เป็นต้น ซึ่งธุรกิจ E-commerce ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ B2C
3. ผู้ประกอบการ กับ ผู้ประกอบการ (Business to Business – B2B)
คือ การค้าระหว่างผู้ค้ากับลูกค้า แต่ในที่นี้ลูกค้าจะเป็นในรูปแบบของผู้ประกอบการ ในที่นี้จะครอบคลุมถึงเรื่อง การขายส่ง การทำการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain Management) เป็นต้น ซึ่งจะมีความซับซ้อนในระดับต่างๆกันไป
4. ผู้บริโภค กับ ผู้บริโภค (Consumer to Consumer - C2C)
คือ การติดต่อระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคนั้น มีหลายรูปแบบและวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ในกลุ่มคนที่มีการบริโภคเหมือนกัน หรืออาจจะทำการแลกเปลี่ยนสินค้ากันเอง ที่ Ebay.com ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าขาด internet
5. ภาครัฐ กับ ประชาชน (Government to Citizen - G2C)
ในที่นี้คงไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อการค้า แต่จะเป็นเรื่องการบริการของภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยเองก็มีให้บริการแล้วหลายหน่วยงาน เช่น การคำนวณและเสียภาษี online ผ่านอินเทอร์เน็ต, การให้บริการข้อมูลประชาชนผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
6. ภาครัฐ กับ ผู้ประกอบการ (Government to Business – G2B)
คือการประกอบธุรกิจระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ ที่ใช้กันมาก ก็คือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ หรือที่เรียกว่า e-Government Procurement ในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว รัฐบาลจะทำการซื้อ/จัด จ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เช่นการประกาศจัดจ้างของภาครัฐในเว็บไซต์ www.mahadthai.com
7. ภาครัฐ กับ ภาครัฐ (Government to Government - G2G)
คือ การทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตระหว่างรัฐบาลด้วยกัน
แต่ประเภทของ E-Commerce หลักๆที่พบบ่อยคือ B2C B2B และ C2C
E-Commerce Marketing
ที่ชัดเจน E-commerce เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการตลาดออนไลน์ เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลได้มาก รวมถึงจำนวนลูกค้าได้มากและเราสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้าได้ จาก website เช่น Facebook insight พฤติกรรมลูกค้าเหล่านี้ทำให้เราสามารถนำมาปรับใช้สำหรับข้อมูลทางการตลาดได้

flickr:7595170490
flickr:7595196468

Interactive marketing and personalization คือการตอบสนองซึ่งกันและกันระหว่าง Marketing กับ ลูกค้าแต่ละบุคคล
• Web Site เป็นแหล่งรายละเอียดของข้อมูล เกี่ยวกับคือ พฤติกรรมของลูกค้า ความพึ่งพอใจ รูปแบบการใช้โปรโมชั่น สินค้า บริการ และราคา ว่ามีการเปิดชมหน้าใดมากที่สุด
• Web Site เป็นเครื่องมือที่ใช้สะสมข้อมูลลูกค้า
• นำข้อมูลไปวิเคราะห์หาความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าเพื่อสร้าง หรือแก้ไข website ที่สามารถตอบสนองได้ดีกว่าเดิม
• รวบรวม กลั่นกรองข้อมูล : เปรียบเทียบข้อมูลลูกค้ากับลูกค้าอื่นๆ และทำการแนะนำสินค้า
Web Site Visitor Tracking
คือ การสร้างประวัติลูกค้าเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรม
Web Site Personalization
จะขึ้นอยู่กับการสร้างเว็บไซด์ให้เหมาะกับความต้องการลูกค้าแต่ละคน นำเสนอเฉพาะข้อมูล การโฆษณา สำหรับสินค้าและบริการที่ลูกค้าผู้นั้นสนใจ ซึ่งมีประโยชน์กับฝ่ายการตลาดเป็นอย่างมาก เพราะไม่ต้องมาจ้าง Salesmen หลายๆคน เพื่อมาเอาใจลูกค้าหลายๆท่าน ทำให้มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง
E-Commerce Business Strategies
ประเภทของกลยุทธการทำ E-commerce มี 3 รูปแบบ ตามลักษณะทาง Physical และ Virtual ดังนี้

flickr:7595183140

1.Brick-and-Mortar Business Strategy
เป็นการใช้กลยุทธ์ที่เป็นลักษณะมีร้านค้าทางกายภาพ (Physical) มีสถานที่ตั้งชัดเจนในการขายสินค้า และดำเนินธุรกรรมต่างๆผ่านทางหน้าร้าน โดยการใช้ช่องทาง internet เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ เป็นแหล่งให้ข้อมูลข่าวสาร หรือข้อมูลผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์ โดยที่ ลูกค้าลูกค้าต้องเดินทางมาทำธุรกรรมที่ตัวบริษัทอยู่ เช่น บริษัท ร้านค้าทั่วไป ที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง มีแต่เพียงนำข้อมูลสินค้า contact information มาประชาสัมพันธ์บนเว็บไซต์เท่านั้น แต่ลูกค้ายังคงต้องเดินทางมาที่หน้าร้าน
ข้อดี : การกระจายสินค้าไปยังลูกค้าสามารถทำได้โดยง่าย อีกทั้งสร้างความไว้วางให้กับลูกค้าเพราะ มีหน้าร้านที่ชัดเจนซึ่งสามารถทำให้ลูกค้าแน่ใจได้ว่าบริษัทฯนั้นมีตัวตน จริงๆ
ข้อจำกัด : ลูกค้าที่ต้องการที่จะซื้อสินค้าต้องเสียเวลาเดินทางมาซื้อสินค้าที่หน้า ร้าน อีกทั้งบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสถานที่ตั้งของร้านค้าที่สูง
2. Click-Only Business Strategy
เป็นรูปแบบที่บริษัทไม่มีหน้าร้านทางกายภาพ มีแต่ร้านบน Internet เท่านั้น หรือเรียกว่า virtual company ซึ่งรูปแบบนี้ลูกค้าสามารถเข้าถึงและซื้อสินค้าทางออนไลน์ ได้เพียงช่องทางเดียว เช่น eBay Miss Lilly Jewelly.com Thaiperfume.com พระเครื่อง.com
ข้อดี : สามารถเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมาก คือคนที่สามารถเข้าถึง Internet ได้ก็สามารถเป็นลูกค้าเราได้ โดดเด่นเรื่อง cost ไม่มี cost โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายหน้าร้านทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่ หรือค่าจ้างพนักงาน สถิติจะเห็นว่า E-commerce ส่วนใหญ่ในไทยประมาณ 70% มีพนักงานเพียงแค่ 1-5 คนเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าลด cost ได้โดยตรง
ข้อจำกัด : ลูกค้าไม่มีโอกาสทดลองสินค้า ไม่มีพนักงานขายคอยอธิบายสินค้าให้กับลูกค้า อีกทั้งกลุ่มของลูกค้าจะมีเฉพาะผู้ที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้เท่านั้น ปัญหาในเรื่อง trust ช่วงเวลาที่จ่ายเงินไปก่อนแล้วลูกค้ารอสินค้า
สินค้าที่ขายได้ดีที่สุดในธุรกิจ E-commerce เป็น สินค้าแฟชั่น และ e-commerce mประสบควมสำเร็จจะมีรูปแบบการ review สินค้า และ feedback สินค้าที่ดี เช่น Amazon ระมีระบบ review สินค้าที่ดีมาก
สิ่งที่ยากของธุรกิจ click only คือ การสร้าง trust แต่ง่ายกว่า Click & mortar strategy ในการบริหาร
3.Click-and-Mortar Business Strategy
เป็นรูปแบบที่บริษัทมีทั้งสองช่องทาง คือ มีทั้งช่องทางบนอินเตอร์เน็ต และหน้าร้านค้า ในรูปแบบนี้จะเป็นการพัฒนามาจากร้านค้าที่มีหน้าร้านอยู่แล้ว แต่ต้องการที่จะขยายช่องทางในการขายสินค้า เช่น ศูนย์หนังสือจุฬา KFC หรือเทสโก้โลตัส
ข้อดี : เพิ่มโอกาส มีช่องทางในการนำเสนอสินค้าให้กับลูกค้าที่หลากหลาย คือ สามารถที่จะทำได้ทั้งสองช่องทางลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น และที่สำคัญสามารถผสมผสานทั้งสองช่องทางร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ต และไปรับสินค้าทางหน้าร้านได้ ลูกค้าสามารถทดลองใช้สินค้าก่อนแล้วสั่งผ่านทาง internet ได้
ข้อจำกัด : บางครั้งเกิดความขัดแย้งหากมีการใช้ทั้งสองช่องทางร่วมกัน เนื่องจากทำให้พนักงานขายได้ค่าคอมมิชชั่นน้อยลง เพราะการที่ลูกค้าซื้อช่องทางปกติ พนักงานขายจะได้ค่า commission แต่เมื่อเปิดช่องทาง internet จะเกิดการขัดแย้งระหว่างช่องทาง เรียกว่า channel conflict และอีกกรณีคือ ทางบริษัทตั้งราคาสินค้าไม่เท่ากัน โดยช่องทา internet มีราคาสินค้าที่ต่ำกว่า นำไปสู่ความซับซ้อนของการบริหาร
องค์ประกอบของ Business Model
ความสำเร็จของธุรกิจ E-Commerce หลักๆมาจาก Business Model ไม่ได้มาจาก Technology
โดยส่วน Business Model ที่สำคัญคือ Revenue ที่มาของรายได้ มากกว่า Value Preposition
(ทบทวน Business Model ก่อนสอบ)

flickr:7595275180

Typical Revenue Models for EC
ถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของ Business Model ซึ่งที่มาของรายได้ของบริษัท สามารถแบ่งได้เป็น 5 รูปแบบ ดังนี้

1) Web Advertising(รายได้จากการขายโฆษณา) บริษัทมีรายได้ที่รับมาจากการขายโฆษณาทั่วไปบนหน้าเว็บไซต์ของบริษัทนั้นๆ เช่น Sanook , Kapook, pantip , Google , Facebookเป็นต้น
2) Traditional Sales (รายได้จากการขายสินค้าและบริการ) บริษัทมีรายได้ที่รับมาจากการขาย แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการจากผู้ซื้อ เช่น Amazon, itune การขาย online item เป็นต้น
3) Transaction fees/ Commission fee (รายได้จากการทำธุรกรรม) บริษัทมีส่วนแบ่งรายได้ที่รับมาจากการช่วยเหลือการทำธุรกรรมให้ผู้ซื้อหรือ ผู้ขายมาเจอกัน หรือการชำระค่าสินค้าที่ลูกค้าต้องการ รายได้หลักมาจากค่าธรรมเนียม เช่น Agoda Paypal eBay เป็นต้น
4) Subscription based (รายได้จากค่าสมาชิก) บริษัทเรียกเก็บค่าสมาชิกในการให้ข้อมูล ให้สินค้า หรือให้บริการ แก่สมาชิกในเครือข่ายซึ่งอาจเรียกเก็บเป็นรายเดือน หรือรายปี มักเป็นบริษัทที่ให้ บริการด้านข้อมูล application การเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น Wallstreet Jounal,
5) Affiliate marketing (รายได้จากการอ้างอิง) บริษัทมีส่วนแบ่งรายได้ที่รับมาจากการนำลูกค้าไปยังเว็บไซต์หรือสินค้าที่ ใช้บริการ มีลักษณะคล้ายกับค่านายหน้า เช่น Amazon Google adsense
บางบริษัทมีที่มาของรายได้มากกว่า 1 ทาง
Internet business models
รูปแบบธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตมีความหลากหลาย แตกต่างกันที่ Value preposition และ Revenue stream เช่น
• E-Tailer : รูปแบบการขายสินค้าทั่วไปผ่านทาง internet
• Market Creator : การสร้างตลาดขึ้นมาให้ผู้ซื้อกับผู้ขายมาเจอกัน เช่น Tarat.com
• Online Marketplace : เช่น eBay
เป็นเว็บไซต์เชิงธุรกิจการค้าที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวกลาง เป็นสถานที่ และแหล่งนัดพบปะของผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งก่อให้เกิดธุรกรรมการค้าได้ ผู้ซื้อสามารถหาสินค้าที่เขาต้องการ ตามจำนวน ราคา คุณภาพ รูปลักษณะและข้อมูลได้จากเว็บไซต์นี้ และทางผู้ขายก็สามารถประชาสัมพันธ์ จัดตั้งราคาเองได้ โดยตัวกลางอาจมีส่วนแบ่งรายได้เข้ามา ซึ่งจะทำให้ทั้ง 3 ฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน (win-win)
• Content provider : เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการและจัดหาข้อมูลเฉพาะทาง รายได้มาจากค่าสมาชิกและค่าโฆษณา
• Service provider : เป็นเว็บไซต์ที่ให้การนำเสนอบริการ application ต่างๆ ปัจจุบันในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของ web 2.0 เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้ให้บริการต่างๆในหลายรูปแบบ เช่นให้ผู้สนใจหรือสมาชิกได้รับการแบ่งปันภาพถ่าย สามารถปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นได้ทันที หรือแม้กระทั่งให้บริการฟรีด้านการจัดเก็บข้อมูลบนเครือข่ายโลกอินเตอร์เน็ต
• Portals : ธุรกิจประเภทนี้คือเป็นเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง (หรือเรียกว่า เว็บท่า) ซึ่งทำหน้าที่หลักคือให้บริการข้อมูลสำหรับ link ไปสู่เว็บไซต์อื่นๆ โดยผู้ให้บริการมักจะนำเสนอบริการด้านอื่นๆควบคู่ไปด้วย บางครั้งจะมีข้อมูลเนื้อหาและ การเชื่อมต่อ ที่มากมายมหาศาล ซึ่งเรามักจะเรียกเว็บไซต์เหล่านี้ได้ว่า Supersite และจากการที่ข้อมูลจราจรเข้า-ออกบนเว็บไซต์นี้มีปริมาณสูงมาก บางครั้งจึงเข้าถึงได้ช้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบถึงสมาชิก หรือผู้ท่องโลกอินเตอร์เน็ตทั่วไปได้ เช่น MSN Yahoo Sanook Kapook รยได้หลักๆมาจากการโฆษณา
• Virtual Storefront : รูปแบบนี้ธุรกิจมักจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ ขายสินค้าทาง internet
• Information Broker : เป็นแหล่งข้อมูลของสินค้าที่ช่วยในการจัดหา หรือเปรียบเทียบราคาสินค้า หรือ review สินค้า ซึ่งรายได้หลักของธุรกิจประเภทนี้จะมาจากการโฆษณา รองลงมานั้นมาจากการอ้างอิง
• Transaction Broker : เป็นธุรกิจตัวกลางอีกหนึ่งประเภทที่นำผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกัน ซึ่งช่วยในการชำระเงิน ค่าธรรมเนียมของแต่ละธุรกรรมนั้นๆ เช่น Paypal Paysabai รายได้หลักๆมาจาก Transection fee
• Electronic Storefronts เป็นเว็บไซด์ออนไลน์ของบริษัทร้านใดร้านหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทเกี่ยวกับ Brick and Mortar หรือ Click-and-Mortar Business
• Electronic Malls เป็นเว็บไซด์ที่เป็นการนำเอา Electronic Storefronts หลาย ๆ ร้านเข้ามารวมที่เว็บไซด์
• Electronic Catalogs เป็นการนำเสนอสินค้าทางอินเตอร์เน็ตเป็นแบบ catalog สินค้
• E-Auctions เป็นการประกาศซื้อขายสินค้า หรือการประมูลผ่านเว็บไซด์
• E-Classifieds เป็นช่องทางให้ผู้บริโภคนำสินค้ามาประกาศซื้อ-ขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต รายได้หลักจากการโฆษณา เช่น craigslist tarad.com thaisecondhand
• Bartering & Negotiations เป็นการแลกของกันโดยถ้าต้องการสินค้า ก็ post ไว้ในเว็บไซด์
• Online Job Market เป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการหางานผ่านทางอินเตอร์เน็ต เช่น JobDB รายได้หลักจากค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณา
• Travel Services เป็นตัวแทนที่มีการนำเสนอโปรโมชั่น หรือแพ็คเกจต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว รายได้หลักจากค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม
• Real Estate Online เป็นเว็บไซด์ที่เกี่ยวกับการซื้อ-ขายบ้าน การซื้อขายที่ดินออนไลน์
• E-Marketing Trends เป็นการทำการตลาดผ่าน social media
B2C e-Commerce
การวิวัฒนาการของ E-Commerce ระหว่างบริษัทกับลูกค้า แบ่งเป็น 3 ยุค ดังนี้

flickr:7595389672

Stages of B2C E-Commerce
ยุคที่ 1 E-information: เป็นบริษัทมีการนำ website มาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแพร่กระจายข้อมูลของสินค้าและบริการ แต่ลูกค้ายังต้องเดินทางมาซื้อสินค้าที่หน้าร้านอยู่ (แบบดั้งเดิม)
ยุคที่ 2 E-integration : มีการใช้ database บน website เป็นการติดต่อแบบสองทิศทาง เช่น การที่ลูกค้าสามารถดู statement ผ่านe-banking
ยุคที่ 3 E-Transaction : คือ ลูกค้าสามารถเข้าไปทำธุรกรรมได้โดยตรงสามารถซื้อสินค้า และบริการได้โดยตรง สามารถจ่ายเงิน หรือทำธุรกรรมด้านการเงินบนเว็บไซด์ได้ โดยไม่ต้องทำกระบวนการใดๆทาง offline
E-Tailing
ย่อมาจาก "electronic retailing"
• เป็น website ที่ขายสินค้าและบริการออนไลน์
• เป็นธุรกิจแบบ Click-and-mortar เช่น walmart.com
• ธุรกิจแบบ Click only เช่น Amazon.com
• Virtual company เช่น Priceline.com แต่ไม่ใช่ brick&mortar แน่นอน เพราะ E-trailing เป็นรูปแบบหน้าร้านทาง internet จะมีหน้าร้านช่องทางปกติอยู่ แต่ลูกค้าสามารถที่จะซื้อสินค้าบนเว็บได้โดยตรง
ประโยชน์หลักของ E-Tailing ข้อได้เปรียบของสินค้า
• ความหลากหลายของสินค้า ไม่มีข้อจำกัดในด้านพื้นที่ เช่น ชั้นวางสินค้า
• ง่ายต่อการเปรียบเทียบเพื่อซื้อสินค้า
ข้อได้เปรียบด้านสถานที่
• ทุกที่ ทุกเวลา
• การซื้อบน global scale
ข้อได้เปรียบด้านราคา
• อัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือสูง
• ไม่มีข้อจำกัดทางกายภาพในเรื่องของพื้นที่ และสามารถลดต้นทุนในเรื่องของค่าจ้างพนักงาน มีพนักงานแค่ 3-5 คนก้อพอ
The Long Tail (ทฤษฎีหางยาว)

flickr:7595393708

ตามกฎของ Pareto’s Law เนื่องมาจาก ทุกสิ่งในโลกไม่เท่าเทียมกัน มีบางสิ่งมีผลกระทบมากกว่า
20% ของ เหตุ นำไปสู่ 80% ของ ผล
20% ของ cost นำไปสู่ 80% ของ effect
20% ของ ลูกค้า สร้าง 80% ของรายได้
20% ของ สินค้า สร้าง 80% ของผลกำไรของบริษัท
ถูกนำมาใช้ในการบริหารสินค้าคงคลัง กรเลือกสินค้าที่จะนำเสนอให้กับลูกค้า เพราะสินค้าแต่ละชนิดสร้างผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทไม่เท่ากัน
20% หลักๆ เป็น Mainstream คือ สินค้าที่คนส่วนใหญ่ต้องการ เช่น spiderman movie ดังนั้นเวลาไปร้านหนังสือเราจะเจอแต่หนังสือ สินค้าที่เป็น Mainstream เนื่องจากธุรกิจในช่องทางปกติ หน้าร้านมีพื้นที่จำกัด เพราะไม่สามารถวางขายสินค้าได้ทุกเล่ม
แต่ในปัจจุบันธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจาก offline มาเป็น online เนื่องจาก บน internet ไม่มีข้อจำกัดของพื้นที่ในกาวางขายสินค้า เราสามารถวางขายสินค้าในกลุ่ม long tail คือสินค้าสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม เช่น หนังอินดี้ พระเครื่อง
สาเหตุหลักที่ e-commerce สามารถขยายจากการขายสินค้า Mainstream ไปสู่ สินค้ากลุ่ม Long tail ที่เป็นกลุ่มมีความต้องการเป็นแบบ infinity
e-commerce ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่ม Long Tail เพราะสินค้ากลุ่ม Mainstream สามารถหาได้ตามท้องตลาดทั่วไป เช่น amazon ประสบความสำเร็จ เพราะหนังสือเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความต้องการหลากหลาย ร้านหนังสือในช่องทางปกติไม่มีร้านใดที่นำเสนอหนังสือได้ทุกประเภท เป็นต้น

ข้อจำกัดของ E-Tailing
- มีความล่าช้าในการส่งสินค้า กล่าวคือ มีช่องว่างระหว่างระยะเวลาในการชำระเงินจนถึงได้รับสินค้า ยกเว้นสินค้าดิจิตอล ที่สามารถ download ได้
- ยังขาดข้อมูลทางด้านประสาทสัมผัส เช่น กลิ่น รส ความรู้สึก เป็นต้น กล่าวคือ ลูกค้าไม่มีโอกาสที่จะทดลองสินค้า
สินค้าที่ควรนำมาขายในกลุ่ม E-commerce
1. Price Advantage
2. ขนาดเล็ก ลด shipping cost
3. ลูกค้าประกอบเองได้ ใช้งานเองได้ โดยไม่ต้องมีคนอธิบาย
4. Unique สินค้าหายากในช่องทางปกติ
5. Legend สินค้ามีเรื่องราว เช่น พระเครื่อง / สินค้าหายากในบางพื้นที่ เช่น Otop
6. Digital Product เนื่องจากไม่มี logistic cost
7. สินค้าที่คนส่วนใหญ่ไม่สะดวกใจที่จะซื้อผ่านช่องทางปกติ
Web Site Rules
กฎขั้นพื้นฐานของ E-commerce
Web Site Rules: Rule 1 สินค้าควรหาได้ไม่ง่ายในช่องทางปกติ สินค้าที่มีความแตกต่าง มีความเฉพาะ
Web Site Rules: Rule 2 มี website เป็นของตัวเอง หรือไม่มี website เป็นของตัวเอง ก้อได้ โดยใช้ช่องทางฝากขาย เช่น eBay และ website ควรมีความสวยงามระดับหนึ่ง น่าดึงดูดใจ ชัดเจนในการนำเสนอ มีรูปแบบที่ไม่สับสนมากเกินไป
Web Site Rules: Rule 3 เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและความรวดเร็ว
Web Site Rules: Rule 5 ควรมีการทำการตลาด การโฆษณา
Web Site Rules: Rule 6 ควรเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้าผ่านทาง analytic tool
Types of Internet Marketing
• Search Marketing
o For Google or other search engines; search
optimization
• Display Ads
o Static and interactive banners; videos
• E-mail Marketing
o Replacing direct mail; low cost
• Social Media
o Facebook, Twitter
• Mobile Marketing
o Audi built a game for the iPhone
• Pricing Models – e.g., pay-per-click

Online Marketing Revenue

flickr:7595547522

แบ่งตาม market share อันดับ 1 ยังคงเป็นของ search engine
ปัญหาหลักของธุรกิจ B2C e-commerce มาจาก
ความไว้วางใจ
ปัญหา security
Payment
มี 2 ช่องทาง คือ
1. Offline payment เช่นการนัดเจอกัน เพื่อชำระเงิน การโอนเงินผ่าน atm ผ่าน counter ธนาคาร
2. Online payment การธุรกรรมต่างๆเสร็จบน ผ่านบน internet browser เช่น credit card , e-banking ,Paypal
สำหรับประเทศไทย พึ่งพาแบบ offline payment มากกว่า เป็นข้อจำกัดในการทำ e-commerce
C2C e-Commerce
ผู้บริโภคกับผู้บริโภคหรือซีทูซี ( C-to-C = Consumer-to-Consumer) คือ ประเภทที่ผู้บริโภคประกาศขายสินค้าแล้วผู้บริโภคอีกรายหนึ่งก็ซื้อไป เช่น Ebay.com, Tarad.com, Thai2hand.com เป็นต้น เป็น website ที่นำผู้ซื้อมาเจอกับผู้ขาย ซึ่งผู้บริโภคสามารถจ่ายเงินให้กันทางบัตรเครดิตได้ เป็นการค้าระหว่างบุคคล ถึง บุคคล

flickr:7595582322

• Bartering Bargaining : เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการโดยปราศจากรายการทางการเงิน
• Reverse Auctions Tendering : ให้ผู้ต้องการซื้อสินค้านำข้อมูลขอสินค้าที่ตัวเองต้องการมา post ให้ผู้ขายมา bid ราคาแข่งกัน ใครให้ราคาต่ำสุดได้ขาย ถูกนำมาใช้ใน B2B และ G2B ด้วย
• Forward Auctions : ผู้ขาย post สินค้า ให้ผู้ซื้อมา bid ราคาแข่งกัน ใครให้ราคาสูงกว่าได้ไป
• Exchanges : นำ Reverse Auctions และ Forward Auctions ในที่เดียวตลาดกลางที่ผู้ซื้อกับผู้ขายมารวมกัน

flickr:7595621458

Types of E-Auction fraud
Bid luring ผู้ขายสร้าง account ขึ้นมาปั่นราคาสินค้าตัวเอง
Reproductions นำเสนอสินค้าจริง แต่ส่งสินค้าปลอม
Bid shielding ผู้ขายทำการปั่นราคาสินค้า เช่นช่วงใกล้ปิดราคาสินค้า
Shipping fraud ราคาไม่รวมค่า shipping ซึ่งพอรวมแล้วราคาสูงมาก
Payment failure ชักดาบ คือ สินค้ามาถึงแล้วไม่ชำระเงิน
Nonshipment การชำระเงินแล้วไม่ส่งสินค้า

B2B e-Commerce
e-Commerce ระหว่าง 2 บริษัท มี technology ใช้ 2 ประเภท คือ
1. Electronic Data Interchange (EDI) ในอดีตผ่านทางนี้ เป็นมาตรฐานเฉพาะสำหรับธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งในการแลกเปลี่ยนสินค้าและทำธุรกรรม

flickr:7595585936

2. Extranet ใช้ช่องทาง internet ในการทำธุรกรรมติดต่อสื่อสาร แต่ผ่านช่องทางที่ปลอดภัย ผ่านช่องทางรักษาความปลอดภัยผ่าน VPN และ firewall โดยรวมค่าใช้จ่ยถูกกว่าระบบ EDI

flickr:7595672088

2 Model of B2B
1. Private Exchange
B2B ที่มีบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นเจ้าของและใช้ B2B ติดต่อ supplier distributor customer

flickr:7595672016

2. Net Market Place
Third party จัดทำ website จับคู่บริษัที่ต้องการขายสินค้ากับผู้ซื้อ เช่น alibaba ในประเทศจีน
Vertical Net Market Place คือ Net Market Place ที่มีความเฉพาะต่ออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง

flickr:7595678814

Business-to-Employee Electronic Commerce
e-commerce ระหว่างบริษัทกับพนักงาน
เทคโนโลยีที่นำมาใช้ คือ intranet
Intranets
- เป็นการเชื่อมต่อระหว่างพนักงานกับองค์กร(B2E)โดยเฉพาะ เรื่องของการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร เช่น การจ่ายเงินเดือนพนักงาน group ware lotus note
ความแตกต่างระหว่าง extranet internet intranet (ออกข้อสอบ)

flickr:7595708638

M-commerce
คือรูปแบบการทำธุรกรรมผ่านทางอุปกรณ์ mobile สามารถเป็นได้ทั้ง B2C B2B C2C แบ่งเป็น
1.การสั่งซื้อสินค้าและที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน ได้แก่ การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์, การสั่งซื้อสินค้าจากตู้ขายสินค้า, การซื้อขายหุ้น,การจ่ายบิล เป็นต้น
2.การจองหรือสำรอง ได้แก่ ตั๋วเครื่องบิน ตั๋วหนัง คอนเสิร์ต การแข่งกีฬา หรือร้านอาหารและที่พัก
3.สื่อบันเทิงและข้อมูลข่าวสาร ได้แก่การดาวน์โหลดและเล่นเกม สื่อหนังและเพลง ข่าวสารทั่วไปและพยากรณ์อากาศ
ปัจจัยหลักของ M-Commerce (Key Drivers of M-Commerce)
ในปัจจุบันเนื่องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตและสามารถ พกพาติดตัวได้ตลอดจึงเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ
E-Government
การนำ e-commerce มาปรับใช้กับหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย G2C G2B G2G
G2C คือระหว่ารัฐกับประชาชน
G2B คือระหว่างรัฐกับบริษัท เช่นกระบวนการจัดซื้อ จัดจ้าง
G2G ระหว่างหน่วยงานกับภาครัฐ
G2E ระหว่างรัฐกับพนักงานของรัฐ เช่น การเทรนนิ่ง
Netizen คือ ประชาชนทั่วไปผู้ใช้ internet

flickr:7595734586

ประเทศไทยยังไปไม่ถึง Integration หน่วยงานรัฐไทยเน้นใช้แบบ information (ไม่ออกสอบ)
ข้อคำนึงถึงการสร้าง e-commerce website
Business Model
Function website
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

flickr:7595749576

เป็นการตัดสินใจว่า จะทำเอง หรือ ให้ third party ทำให้

flickr:7595749664

ค่าใช้จ่ายหลักๆ เป็นค่าใช้จ่ายที่ตามมา จากการมี website แล้ว

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License