It Component

เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT)

flickr:8412549853

หมายถึง เทคโนโลยีที่มีความเกี่ยวข้องกับการเก็บวิเคราะห์ข้อมูล และ ประมวลผลสารสนเทศ เพื่อนำสารสนเทศนั้นไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์และสามารถใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น

องค์ประกอบหลักของ Information Technology: IT มี 4 ประเภทหลัก ดังนี้

1. Hardware หมายถึง ชิ้นส่วนของอุปกรณ์ต่างๆที่สามารถจับต้องได้ เช่น คอมพิวเตอร์ PC ,Laptop, Smartphone เป็นต้น
2. Software หมายถึง ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้ในการควบคุมคอมพิวเตอร์ทำงาน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก
* ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ (Operating System (Software): OS หรือ Platform)
* ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)

3. Data หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือข้อมูลดิบต่าง ๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดส่งให้คอมพิวเตอร์ เพื่อจัดเก็บ และประมวลผลออกมาเป็นสารสนเทศ ที่สามารถนำไปใช้ต่อเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
* Data Storage : ใช้ในการเก็บข้อมูล เช่น Hard disk , Flash drive, CD-ROM, DVD
* Data management software หรือ Database software : เป็น software ที่ใช้ในการบริหารหรือดูแลฐานข้อมูลในองค์กร

4. Network หมายถึง ระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ไว้ด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการติดต่อ สื่อสาร และใช้อุปกรณ์ร่วมกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆคือ

* Circuit switching เทคนิคในการสื่อสารข้อมูลจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง เมื่อมีการเชื่อมต่อกันแล้วจะติดต่อกันได้ตลอดเวลา ผู้อื่นจะแทรกเข้ามาไม่ได้เลย จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะปลดวงจรออก ตัวอย่างง่าย ๆ เช่นการติดต่อทางสายโทรศัพท์ เมื่อเริ่มพูดกันได้แล้ว คนอื่นจะต่อสายแทรกเข้ามาไม่ได้ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะวางหูลง (ปลดวงจร)
* Packet switching เทคนิคในการแบ่งข้อมูลออกเป็นกลุ่ม (Packet) แต่ละกลุ่มจะมีความยาวเท่ากัน (ปกติ 100บิต)ข้อมูลจะหาทิศทางเดินไปได้เอง โดยที่สายหนึ่ง ๆ จะสามารถใช้กันได้หลายคน เมื่อถึงที่ปลายทางข้อมูลก็จะกลับ ไปรวมกันเอง

flickr:8412549765

Source:
http://www.ongitonline.com/index.php?mo=3&art=514335
http://nooplemonic.exteen.com/20090706/circuit-switching-packet-switching

HARDWARE

flickr:8413649908

แบ่งเป็น 4 หน่วยหลักๆ ดังนี้

1. Input Devices – หน่วยที่นำข้อมูลเข้าสู่ระบบ computer ได้แก่ Mouse, Key Board, Disc Drive, Magnetic Tape, Barcode Reader, Touch Screen, Scanner, RFID

2. Processing Devices –อุปกรณ์ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ หลักๆคือ Central Processing unit (CPU) ทำหน้าที่ในการประมวลผล ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่สุด โดยควบคุมการทำงาน คำนวณและตรรกกะ โดยคอมพิวเตอร์จะแปลงข้อมูลของผู้ใช้งานไปอยู่ในรูปของ Binary Language ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลเพียงสองตัวคือ 0 และ 1 ของข้อมูลในแต่ละ bit (binary digit)

3. Output Devices – อุปกรณ์ที่ใช้ในการนำเสนอข้อมูลหลังจากที่มีการประมวลผลแล้วโดยแบ่งเป็นการ นำเสนอข้อมูล ทาง Soft Copy การนำเสนอข้อมูลผ่านหน้าจอ และ hard copy การนำเสนอข้อมูลผ่านการพิมพ์

4. Storage Devices – อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล โดยมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท

* A) Primary Storage อุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลระหว่างที่มีการเปิดใช้คอมพิวเตอร์อยู่ อุปกรณ์หลักๆในการเปิดดู ได้แก่ RAM, ROM, CATCH MEMORY ของ CPU ตัวอย่างเช่น หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีการเปิดใช้อยู่ CPU ดึงข้อมูลที่อยู่ใน Hard disk มาเก็บไว้ที่ RAM เพื่อใช้ในการประมวลผล ข้อมูลเหล่านี้ที่อยู่ใน RAM จะสูญหายไปหลังจากที่มี่การปิดคอมพิวเตอร์
* B) Secondary Storage หน่วยที่ใช้สำหรับเก็บบันทึก (Save) คำสั่งและข้อมูลเอาไว้อย่างถาวรเพื่อใช้งานในอนาคต หรือเพื่อนำส่งและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้อื่น โดยที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เก็บได้ตลอดเวลา ฮาร์ดแวร์ทีทำหน้าที่ในหน่วยความจำสำรองที่ใช้ในปัจจุบันมีหลายประเภท เช่น ฮาร์ดดิสก์ แผ่นดิสเกตต์ แผ่นซีดี แผ่นดีวีดี และยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ ซึ่งแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติและข้อดีข้อเสียในการเก็บข้อมูลต่างกัน

++เพิ่มเติม
flickr:8412549991
จาก Processing Device อุปกรณ์ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ Central Processing unit (CPU) ทำหน้าที่ในการประมวลผล โดยปัจจุบันบริษัทยักษ์ใหญ่ในการผลิตคือ INTEL มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 80%

* MOORE’S LAW* เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอินเทล ได้ใช้หลักการสังเกตตั้งกฎของมัวร์ (Moore’s law) ขึ้น ซึ่งเขาบันทึกไว้ว่า ปริมาณของทรานซิสเตอร์บนวงจรรวม จะเพิ่มเป็นเท่าตัวทุกสองปี และมีผู้นำกฎนี้มาใช้กับecommerce ดังนี้

flickr:8413649900

กำลัง (หรือ ความจุ หรือ ความเร็ว) ของสิ่งต่อไปนี้เพิ่มขึ้นสองเท่าทุกๆ 18 เดือน
1. ความเร็ว Computer Processor
2. แบนด์วิธีการสื่อสารและโทรคมนาคม
3. หน่วยความจำของคอมพิวเตอร์
4. ความจุฮาร์ดดิสก์

แนวข้อสอบ!!!
flickr:8413658954

ถ้าเราเป็นผู้บริหารและทราบกฎของ Moore อยู่แล้ว ความเร็วของคอมพิวเตอร์เพิ่มเป็น 2 เท่าทุกๆ 2 ปี ด้วยราคาลดลง มีนัยอะไรในการลงทุนในด้าน IT องค์กรของเรา ซึ่งบอกอะไรเราบ้างและควรลงทุนในด้าน IT อย่างไรด้วยจำนวนเงินเดียวกัน และได้ผลตอบแทนที่สูงสุด

Source:
http://www.sawi.ac.th/elearning/hardware/memory.html
http://www.bestwitted.com/?p=726
http://ku-scmicro36bkk.tripod.com/0.1.htm

SOFTWARE

flickr:8412549887

ชุดคำสั่งที่ใช้ในการควบคุม Hardware แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ (Operating System (Software): OS หรือ Platform) หน้าที่หลักใช้ในการควบคุมการทำงานทั้งหมดของคอมพิวเตอร์ โดยดึงข้อมูลใน Hard disk จัดเก็บไว้ที่ RAM, ทำการโหลด file เป็นต้น คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องมีระบบปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ระบบปฏิบัติการยอดนิยมในปัจจุบันนี้ คือ WINDOW, MAC และระบบปฏิบัติการ Linux, Dos และจะมีการพัฒนาโปรแกรมใหม่ ๆ ขึ้นมาเรื่อย ๆ

ตัวอย่างเช่น :

flickr:8413649882

- ข้อดีของ WINDOW: มีผู้ใช้งานค่อนข้างเยอะ ทำให้มี application พัฒนาบน Platform ของ Window เยอะ
- ข้อเสียของ WINDOW: ระบบไม่ค่อยมีเสถียรภาพ ระบบความปลอดภัยค่อนข้างต่ำเนื่องจากคนที่เขียนไวรัสต้องการความเสียหายเยอะ

flickr:8412549695
- ข้อดีของ MAC: ระบบปฏิบัติการมีเสถียรภาพและระบบความปลอดภัยสูง กลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่คือ Graphic Design
- ข้อเสียของ MAC: เนื่องจากกลุ่มผู้ใช้น้อยดังนั้นการพัฒนา Application จึงมีน้อย และใช้ ระบบการเชื่อมโยงกับระบบ MAC เองเท่านั้นflickr:8413649864
- ข้อดีของ LINUX: เป็นระบบปฏิบัติการที่ถูกพัฒนามาจากUnix เป็นระบบที่ฟรีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ และตัวระบบสามารถทำการแก้ไขได้เนื่องจากเป็น open source operating system ข้อดีคือระบบจะถูกพัฒนาโดย Programmer ทั่วโลก
-ข้อจำกัดของ LINUX: Application มีจำนวนน้อย Learning Curve ค่อนข้างสูง ผู้ support ตัวระบบปฏิบัติการน้อย

2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) เป็นโปรแกรมที่ถูกพัฒนามาเพื่อตอบสนองงานใดงานหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น Microsoft word, Adobe, Angry Bird เป็นต้น แแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังต่อไปนี้

 ซอฟต์แวร์สำเร็จ (Package Software) หรือ ซอฟต์แวร์ที่หาซื้อได้โดยทั่วไป (Off-the-shelf Software) เป็น Application ที่มีความนิยมใช้กันสูง ซึงเป็นซอฟต์แวร์สำเร็จที่บริษัทพัฒนาขึ้น แล้วนำออกมาจำหน่าย เพื่อให้ผู้ใช้งานซื้อไปใช้ได้โดยตรง ไม่ต้องเสียเวลาในการพัฒนาซอฟต์แวร์อีก ซอฟต์แวร์สำเร็จที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป เช่น โปรแกรมสำเร็จรูปทางด้าน Microsoft Office เป็นต้น

flickr:8413649856

ข้อดี คือมาตรฐาน ราคาไม่สูง คุณภาพดีกว่าและความเสี่ยงต่ำกว่า
ข้อกำจัด คือ ฟังก์ชั่นของ Software ไม่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานที่แท้จริงและจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการให้ตรงตามฟังก์ชั่นแทน

 Customized software (ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะ) หรือ proprietary software (ซอฟต์แวร์กรรมสิทธิ์) คือโปรแกรมประยุกต์มีการเขียนขึ้นเอง ซึ่งเป็น Application ที่จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการขององค์กรใดองค์กรหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งไม่สามารถหาซื้อได้ในตลาด ซึ่งแต่ละองค์กรต้องมี Programmer หรือ Key outsource ในการพัฒนา Software ในองค์กรนั้นๆ

flickr:8412549689

ข้อดี คือ ตอบสนองความต้องการขององค์กรได้โดยเฉพาะ
ข้อเสีย คือ ต้นทุนสูงเนื่องจากบริษัทต้องจ้างทีม Software Support มาดูแลระบบ ระบบปฏิบัติการมีเสถียรภาพต่ำ

ตัว Software ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบหลักๆคือ

1. Closed Source คือ ระบบปฏิบัติการที่ไม่เปิดเผยซอร์ฟแวร์ต้นฉบับหรือไม่สามารถเข้าถึง source code และไม่สามารถนำมาศึกษา ดัดแปลงการทำงานของระบบปฏิบัติการเพื่อนำไปใช้งานตามที่ต้องการได้ เนื่องจากการพัฒนาจะถูกกำหนดทิศทางโดยบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ เช่น Copyright เป็นต้น
2. Open Source คือซอฟต์แวร์ที่สามารถเข้าถึง source code ซึ่งเราสามารถเข้าไปแก้ไขให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น Linux, open office, Firefox, Wikipedia เป็นต้น

flickr:8412549777

ความแตกต่างระหว่าง ซอฟต์แวร์ Open Source กับซอฟต์แวร์อื่น

• โดยทั่วไปรูปแบบของไลเซนต์ และการแจกจ่ายซอฟต์แวร์มีหลายรูปแบบ โดยสามารถจำแนกได้ตามเกณฑ์ 2 ด้าน คือ
1. การให้พร้อมซอร์สโค้ด
2. การคิดค่าใช้จ่าย
• Source code หมายถึง รหัสซอฟต์แวร์ต้นฉบับที่เขียนโดยภาษาระดับสูง ซึ่งแตกต่างจากไบนารีโค้ด (Binary Code) เพราะซอฟต์แวร์ Open Source เปิดเผยโครงสร้าง และลอจิกของโปรแกรม
• ซอฟต์แวร์ที่ให้เฉพาะไบนารีโค้ด ((Binary Code))อย่างเดียว เรียกว่า ซอฟต์แวร์ปิด (closed source)

เราสามารถจำแนกซอฟต์แวร์ออกได้เป็น 4 กลุ่ม ดังต่อไปนี้
1. Proprietary/Commercial Software — จะให้เฉพาะไบนารีโค้ดเท่านั้น ไม่เปิดเผยซอร์สโค้ด
2. Shareware — จะให้ใช้ฟรีเฉพาะช่วงเริ่มต้นเท่านั้นเพื่อทดลองการใช้งาน แต่หลังนั้น จะต้องเสียค่าใช้จ่าย และไม่ได้ซอร์สโค้ด
3. Freeware — จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และไม่ให้พร้อมกับซอร์สโค้ด
4. Open Source Software (OSS) — จะให้ซอร์สโค้ด ซึ่งจะมีทั้ง Commercial OSS และ Non-commercial OSS โดยทั่วไปจะสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็ปไซต์ คุณสมบัติหลักของซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส คือ จะให้อิสระกับผู้ใช้ในการนำไปใช้ นำไปแจกจ่าย และนำไปปรับปรุงแก้ไข อย่างไรก็ตามจะมีข้อแตกต่างกันในส่วนของสิทธิ์ในการนำไปใช้ในทางธุรกิจ สำหรับ Commercial OSS เนื่องจากไลเซนต์ของโอเพ่นซอร์สจะไม่ห้ามให้นำไปคิดค่าใช้จ่าย

Source :
http://thaiopensource.org/wiki/index.php/FAQ

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License