ไอบีเอ็มเผย5นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนชีวิตคนในอีก5ปีข้างหน้า

เนื้อหาข่าวต้นฉบับ

ข้อมูลข่าวจาก http://www.deviceacademy.com/forum/node/625 (วันที่ 21 มกราคม 2556)

ในเดือนธันวาคมของทุกๆปี IBM ยักษ์ใหญ่ด้านคอมพิวเตอร์ จะมีการคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลง 5 สิ่งที่จะเกิดใน 5 ปีถัดไป(หรือที่เรียกว่า 5 in 5)
flickr:8457864279

5 นวัตกรรมจากการคาดการณ์ของ IBM ได้แก่

1. การสัมผัส (Touch) คุณจะสามารถรู้สึกถึงการสัมผัสที่เสมือนจริงมากขึ้น
ในปี 1970 บริษัทมือถือมากมายได้นำเสนอหน้าจอแบบทัชสกรีน โดยมาพร้อมแคมเปญ “reach out and touch someone” (ยื่นมือออกไปเพื่อสัมผัสกับบางคน) ซึ่งในตอนนั้นหลายๆ คนคงไม่คาดคิดว่าในอีกไม่กี่ปีต่อมา การพัฒนาในเรื่องของการสัมผัสบนหน้าจอทัชสกรีนจะสามารถแสดงผลได้อย่างสมจริงมากขึ้น
flickr:8457823169

2. การมองเห็น (Sight) การแสดงผลของจอจะแทนคำพูดเป็นล้านคำ
การจดจำ การมองเห็นจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นมากกว่าคำพูดล้านคำ และสามารถที่จะแสดงผลต่อผู้รับสารได้มากกว่าการพูดแบบปากต่อปากเสียอีก ดังเช่นการใช้งาน คอมพิวเตอร์อาจจะช่วยประหยัดพลังงานได้มากมาย แต่รูปภาพจะสามารถประหยัด และแสดงผลได้ยาวไกลกว่านั่นเอง ซึ่งเทรนด์ในเรื่องของการแสดงผลทางด้านรูปภาพต่างๆ จะเริ่มเยอะขึ้น การที่นำเอาคนที่เดินผ่านมาทำการโฆษณาก็จะมีมากขึ้น และการโฆษณาแบบสมจริงก็จะเริ่มเข้ามาแทนที่การโฆษณาแบบรูปภาพเดิมๆ นั่นแปลว่าคอมพิวเตอร์สามารถมองเห็นคุณ และนำเสนอสิ่งที่คุณต้องการนั่นเอง

flickr:8457947875
3. การได้ยิน (Hearing) คอมพิวเตอร์จะสามารถได้ยินคุณ
เคยมีคนพูดว่าไม่มีใครเคยได้ยินเสียงใบไม้ก่อนที่จะร่วงลงจากต้นใช่หรือไม่ แต่ต่อจากนี้ไปเซนเซอร์รุ่นใหม่จะสามารถจับเสียง และคลื่นความถี่ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ และสามารถนำมาวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นต่อไปเราอาจจะรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของใบไม้ก่อนที่ใบไม้จะร่วงหล่นลงมา และก็สามารถนำมาประยุกต์กับการได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็ก หรือแม้แต่เสียงร้องว่าเด็กต้องการสื่ออะไร ร้องไห้, คัน, อยากได้ หรือไม่เอา หรือแม้แต่การฟังคำพูดของพูดใหญ่ก็จะสามารถวิเคราะห์ เพียงแค่ใช้งานคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวเท่านั้น
flickr:8459015958

4. การรับรส (Taste) รสชาติแบบดิจิตอลจะช่วยให้คุณทานอย่างฉลาดขึ้น
ความท้าทายของการทานอาหารไม่ว่าจะเป็นสำหรับประชากรยากจน คนที่กำลังลดความอ้วน, จู้จี้จุกจิกในการรับประทาน หรือแม้กระทั่งเด็ก ก็มักจะสรรหาวิธีที่จะตอบสนองความต้องการทางโภชนาการ และต้องการส่วนตัว วิธีการคำนวณอาหารที่ “สมบูรณ์” ใช้หลักของรสชาติที่ชื่นชอบ และโภชนาการที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติมสำหรับอาหารแทนเมื่อคุณสามารถมีเมนูส่วนบุคคลที่ตอบสนองความต้องการของคุณทั้งในเรื่องของการทานอาหารอย่างอร่อย และการบริโภคแคลอรี่อย่างเหมาะสม ซึ่งในส่วนนี้ในอนาคตคอมพิวเตอร์จะสามารถคำนวนปริมาณของแคลอรี่เพื่อที่คุณจะได้รับรู้ได้ว่าสิ่งที่คุณทานเข้าไปเป็นกี่กิโลแคลอรี่

flickr:8457866647
5. การได้กลิ่น (Smell) คอมพิวเตอร์จะมีรับรู้กลิ่นต่างๆ
เมื่อคุณโทรหาเพื่อนของคุณเพื่อเล่าเหตุการณ์ต่างๆ แบบเต็มรูปแบบ ในอนาคตอันใกล้ เราก็จะมีเซนเซอร์ที่จะคอยแยกแยะกลิ่นที่น่ารังเกียจทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งสิ่งบางสิ่งที่จะส่งผลต่อสุขภาพของเรา โดยเจ้าเซนเซอร์นี้ก็จะทำการรับรู้ และแจ้งเตือนเราได้ว่าขณะนี้แถวๆ นั้นมีความผิดปกติ หรือมีมลพิษทางอากาศอยู่มากนั่นเอง

flickr:8458972044

สรุปข่าว
จากข้อมูลข้างต้นเป็นการแสดงถึงนวัตกรรมอีก5ปีข้างหน้าของยุคการติดต่อสื่อสารที่ทำให้โลกที่ดูกว้างๆกลับดูเล็กลง และประโยชน์ที่จะได้รับจากการพัฒนาและต่อยอดไปในหลากหลายวงการไม่ว่าจะเป็นในวงการธุรกิจ, เกษตรกรรม รวมถึงวงการการแพทย์ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวจะเข้ามาเปลี่ยนการดำเนินชีวิตในอนาคตกันใกล้นี้ โดยมีการสรุปและอธิบายไว้ว่าการศึกษาวิจัยเทคโนโลยีก้าวล้ำจากศูนย์วิจัยและพัฒนาของไอบีเอ็มทั่วโลกที่จะช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านการสัมผัสทั้ง5ของมนุษย์ นั่นก็คือ รูป รส กลิ่น เสียง
และสัมผัสดังนี้
1.การสัมผัส - เราจะสามารถสัมผัสลักษณะพื้นผิวของสิ่งที่เราเห็นผ่านจอนั้นได้โดยการใช้แรงป้อนจากอินฟราเรดและความไวต่อแรงกด ซึ่งวัตถุนั้นจะมีการสั่นไหวเฉพาะจึงทำให้เราสามารถแยกแยะความแตกต่างจากการสัมผัสนั้นๆได้ ยกตัวอย่างเช่น การเลือกเนื้อผ้าได้โดยสัมผัสความแตกต่างของเนื้อผ้าซาตินหรือผ้าไหมที่ใช้ตัดเย็บรวมได้จากหน้าจอแทบเล็ต เป็นต้น
2.การมองเห็น – คอมพิวเตอร์จะทำหน้าที่เป็นเหมือนสมองของเราที่จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้เห็นซึ่งอาจจะมีความละเอียดหรือซับซ้อนออกมาอย่างชาญฉลาดมากขึ้น หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เราอาจจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ภาพจาก CT Scan ฟิล์มเอ็กซเรย์ และภาพอัลตราซาวด์ เป็นต้น
3.การได้ยิน – คอมพิวเตอร์จะมีการนำระบบของเซนเซอร์มาช่วยในการวิเคราะห์ จดจำ และแยกแยะเสียงที่แตกต่างกันได้ ยกตัวอย่างเช่น การเตือนภัยของเหตุการณ์ดินถล่มหรือต้นไม้ล่มในป่าได้ทันท่วงที เป็นต้น
4.การลิ้มรส – คอมพิวเตอร์จะสามารถรับรู้รสของอาหารได้โดยใช้อัลกอริธึมเพื่อระบุโครงสร้างทางเคมีได้อย่างแม่นยำ ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนารสชาติและสูตรอาหารให้กับผู้ป่วยเบาหวาน ที่ต้องมีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งรสชาติของอาหารก็เป็นสิ่งสำคัญกับผู้ป่วยด้วยเช่นกัน
5.การดมกลิ่น – คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือจะสามารถดมกลิ่นได้โดยการนำเซนเซอร์ขนาดจิ๋วมาช่วยในการวิเคราะห์และจำแนกกลิ่นที่ปกติหรือผิดปกติได้ ยกตัวอย่างเช่น สถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโดยผ่านการสัมผัสได้โดยตรงและอาจจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของผู้เกี่ยวข้องได้ ซึ่งเทคโนโลยีตัวนี้สามารถที่จะดมกลิ่นและบอกได้ว่าสถานที่ที่นั้นได้มีการฆ่าเชื้อโรคและสะอาดมากพอที่จะไม่ทำให้ติดเชื้อจึงทำให้เราไม่ต้องเสี่ยงจากการติดเชื้อ เป็นต้น

บทวิเคราะห์
ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าการเข้ามาของเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆได้สร้างทางเลือกให้แก่ผู้ใช้งานในหลากหลายวงการรวมถึงบุคคลทั่วไปด้วย ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทในทั้งการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวันและการติดต่อสื่อสารที่มีเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้หรือมีการใช้งานได้ง่ายมากขึ้น โดยบริษัทต่างๆได้มีการแข่งขันที่จะพัฒนาทั้งในตัวสินค้าและบริการให้เหมาะสมและสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้งานเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้อินเตอร์เนต คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ ดังจะแสดงไว้ในกราฟด้านล่างนี้
flickr:8458876722
จากการคาดการณ์ของ IBM ว่าอีก5 ปีข้างหน้าซื่งเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนับได้ว่าการก้าวหน้าของวงการไอทีที่มีนวัตกรรมที่น่าสนใจที่จะเข้ามาอยู่ในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง
และสัมผัส(Cognitive Computing) ซึ่งความก้าวหน้าและการพัฒนาของเทคโนโลยีนั้นมันอาจสามารถมองได้ทั้งในมุมที่เป็นประโยชน์หรือโทษได้เช่นกัน หากเรามาใช้ในทางที่ดีและเหมาะสมมันก็ได้ประโยชน์อย่างมหาศาล ยกตัวอย่างเช่น การนำเข้ามาปรับใช้ในวงการแพทย์ที่ต้องมีความละเอียดและแม่นยำสูงในการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ได้มาซึ่งความผิดพลาดน้อยที่สุดในบางครั้งเราจึงจำเป็นต้องอาศัยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาปรับใช้กับการรักษาผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นการตรวจวิเคราะห์อาการที่ซับซ้อนที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าของภาพจาก CT Scan ฟิล์มเอ็กซเรย์(Sight) หรืออาจจะเป็นในวงการธุรกิจอย่างเสื้อผ้าที่บางครั้งการประหยัดได้ทั้งเวลาและต้นทุนก็เป็นสิ่งสำคัญต่อธุรกิจ ซึ่งเรานำเทคโนโลยีมาใช้ในการเลือกวัตถุดิบของเนื้อผ้าโดยผ่านหน้าจอสัมผัส ไม่ต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อจะต้องเลือกซื้อในที่ไกลๆอย่างต่างประเทศ หรือบางครั้งลูกค้าเองก็สามารถที่จะเลือกชุดต่างๆผ่านการสัมผัสหน้าจอเสมือนจริงกับชุดนั้นๆได้ด้วยเช่นกัน(Touch)เป็นต้น
แต่อย่างไรดีเราเองคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้ามาของเทคโนโลยีก็ส่งผลกระทบกับบางธุรกิจหรือกลุ่มคนบางกลุ่มไม่มากก็น้อย หรือในบางครั้งมักจะกล่าวกันว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยอาจจะมาทำลายวัฒนธรรมที่ดีไปอาจจะทำให้คนเรามีการพูดคุยแบบface to faceกันน้อยลง ยกตัวอย่างเช่น การที่เราไม่ต้องเดินทางไปเลือกซื้อวัตถุดิบในต่างประเทศอาจจะส่งผลทำให้การมาพบปะ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันลดน้อยลง หรือในบางคร้งอาจจะไปกระทบกับธุรกิจแบบดั้งเดิมที่ไม่ได้นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ก็อาจจะต้องสูญหายไปในที่สุด เป็นต้น
ดังจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นย่อมได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตในสังคมนั้นๆ เราจึงต้องพร้อมรับและปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเราเอง และในบางครั้งเราเองก็อย่าไปดิ้นรนที่จะได้มาซึ่งเทคโนโลยีที่ทันสมัยแต่กลับใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นๆไม่เป็นหรือไม่เหมาะสม เพราะนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์อะไรแล้ว อาจจะกลับมาเป็นโทษเสียด้วยซ้ำ ส่วนในอนาคตการคาดการณ์ทั้งหมดนี้อาจเกิดขึ้นจริงหรือไม่เราเองคงต้องรอดูกันต่อไปในปี2017

แหล่งข้อมูล
http://www.deviceacademy.com/forum/node/625
http://www.thairath.co.th/content/tech/321703
http://www.etda.or.th/etda_website/mains/display/1493

Rungthip Larpyuenyong
Y34 ID:5510221002

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License