IT Report1_หุ่นยนต์บน Cloud_Chanvit_5520221007

หุนยนต์บน Cloud
หุ่นยนต์ในอนาคต จะเป็นมิตรมากขึ้น เพื่อเป็นเพื่อนกับมนุษย์โดยแท้จริง ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติเมธีวิจัย สกว. หุ่นยนต์ในยุคหน้าหรือหุ่นยนต์ในยุค 2.0 นั้น ไม่ว่าจะเป็น หุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (Industrial robot) ที่เป็นมิตรกับมนุษย์ และหุ่นยนต์ที่อยู่อาศัยร่วมกับมนุษย์ (Co-inhabitant Robot) เช่น หุ่นยนต์ช่วยเหลือผู้สูงอายุในบ้านพักอาศัย หรือหุ่นยนต์ทำหน้าที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือทำงาน ต้องอาศัยประสาทสัมผัส หรือ Senses เป็นสิ่งสำคัญ

20130114-3-300x211.jpg

สำหรับแนวทางการพัฒนาหุ่นยนต์ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่จะทำให้หุ่นยนต์ในยุคหน้าฉลาดมากขึ้น นั่นคือ สมอง หรือความสามารถในการประมวลผล (Processing) และจดจำ (Memorizing) ซึ่งปัจจุบันความเร็วของชิปประมวลผลคอมพิวเตอร์มีสูงมากกว่าเดิมมาก ทำให้หุ่นยนต์สามารถทำงานที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และมีความสามารถในการตัดสินใจด้วยตัวเอง (ตามที่มนุษย์เคยสอนเอาไว้)
และมากกว่านั้นมันอาจจะเรียนรู้ (Learning) จากประสบการณ์ที่มันเจอได้อีกด้วย ซึ่งต้องอาศัยหน่วยความจำขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากขนาดอันจำกัดของมัน จะเอาคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ไปใส่ไว้ให้มันแบกไว้ก็ไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีคลาวด์ โรบอต(Cloud Robot) ซึ่งพึ่งพาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง ทำให้หุ่นยนต์สมัยใหม่สามารถทำงานที่ต้องอาศัยการประมวลผลสูงๆ และหน่วยความจำขนาดมหาศาลบนคลาวด์เซิร์ฟเวอร์ ผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เช่น การประมวลผลเชิงภาพ (Image Processing) หรือการประมวลผลเสียง (Voice Processing) เป็นต้น
นอกจากนี้มันยังสามารถดึงเอาข้อมูลออกมาจากหน่วยความจำบนรีโมตเซิร์ฟเวอร์ เช่น ข้อมูลรูปภาพ ข้อมูลการตัดสินใจ หรือแม้แต่ความสามารถที่มันไม่เคยมีมาก่อนมาใช้ได้ทันที
บริษัทกูเกิลกำลังทุ่มเทวิจัยในเรื่องนี้อยู่ เรียกได้ว่า จะได้เห็นหุ่นยนต์ทุกตัวสามารถใช้ข้อมูลกูเกลิแมพบนเซิร์ฟเวอร์ของกูเกิลเพื่อการนำทาง และในยุโรปมีโครงการ RobotEarth เป็นโครงการที่พยายามสร้าง World Wide Web for Robot หมายถึง สร้างให้หุ่นยนต์ทุกตัวเชื่อมต่อถึงกันบนเครือข่ายคลาวด์ขนาดใหญ่ เพื่อให้หุ่นยนต์ทุกตัวสามารถแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุ รูปภาพ สภาพแวดล้อมและแบ่งหน้าที่กันได้
เช่น เมื่อหุ่นยนต์เห็นวัตถุที่ไม่เคยรู้จัก ก็จะส่งภาพวัตถุที่เห็นนั้นไปยังคลาวด์ เพื่อค้นหาในฐานข้อมูลว่าวัตถุนั้นมันคืออะไร เมื่อพบแล้วก็จะส่งข้อมูลโมเดล 3 มิติเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์กลับมายังหุ่นยนต์ คล้ายกับเวลาที่เราต้องการค้นหาข้อมูลด้วยโปรแกรม Goggle ของกูเกิล เราก็เพียงถ่ายรูปสิ่งนั้นด้วยโทรศัพท์มือถือแล้วค้นหาข้อมูลได้เลยว่ามันคืออะไร
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าคลาวด์ โรบอตไม่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ประมวลผลสูงก็สามารถทำงานได้ โดยอาศัยเพียงชิปคอมพิวเตอร์ที่อยู่บนโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนปกติเท่านั้น นอกจากข้อมูลวัตถุสิ่งของ หน้าตา และเสียงของมนุษย์ก็สามารถถูกบันทึกโดยคลาวด์ โรบอต ทำให้หุ่นยนต์รู้จักเราและมีปฏิสัมพันธ์กับเราได้อย่างไม่เคอะเขิน
ล่าสุดมีหุ่นยนต์ขนาดเท่าเด็ก มีชื่อเรียกว่า iCub ผลิตออกมาเพื่อให้สามารถดาวน์โหลดข้อมูลการทำงาน เช่น การทำพิซซ่าผ่านทางอินเทอร์เน็ต มันก็จะมีความสามารถทำพิซซ่าได้โดยทันที เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าหุ่นยนต์ในยุค 2.0 นั้น จะมีขนาดเล็กลง เบาลง ใช้พลังงานน้อยลง แต่จะฉลาดมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

วิเคราะห์
จากบทความที่ได้อ่านนั้น สรุปได้ว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง(Cloud Computing) ดูจะเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นและมักมีการพูดถึงกันบ่อยครั้งขึ้น ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแนวโน้มการนำคลาวด์ คอม พิวติ้งไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หรือจากองค์กรต่าง ๆ มากมายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้เรายังมีการพัฒนาระบบ cloud computing มาใช้ในการผลิตหุ่นยนต์เพื่อใช้สื่อสารแทนมนุษย์ หรือใช้ในระบบอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันความเร็วของชิปประมวลผลคอมพิวเตอร์มีสูงมากกว่าเดิมมาก ทำให้หุ่นยนต์สามารถทำงานที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และมีความสามารถในการตัดสินใจด้วยตัวเอง และ มากกว่านั้นมันอาจจะเรียนรู้ จากประสบการณ์ที่มันเจอได้อีกด้วย ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี cloud computing ทำให้หุ่นยนต์สมัยใหม่สามารถทำงานที่ต้องอาศัยการประมวลผลสูงๆ และหน่วยความจำขนาดมหาศาลบนคลาวด์เซิร์ฟเวอร์ ผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เช่น การประมวลผลเชิงภาพ (Image Processing) หรือการประมวลผลเสียง (Voice Processing) เป็นต้น

infrastructure-300x225.jpg

หากนำ หุ่นยนต์บน Cloud มาประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจก็อาจจะเกิดประโยชน์บริษัทนั้นๆอย่างมากมาย เช่น ค่าใช้จ่ายน้อยลงหรืออาจไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับ Client ลดต้นทุนค่าดูแลบำรุงรักษาเนื่องจากค่าบริการได้รวมค่าใช้จ่ายตามที่ใช้งาน จริง เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าซ่อมแซม ค่าลิขสิทธิ์ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าอัพเกรด และค่าเช่าคู่สาย เป็นต้น สามารถลดหรือขยายได้ตามความต้องการ อยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ และถ้าหากบริษัทนั้นๆ ได้เครื่องแม่ข่ายที่มีประสิทธิภาพ มีระบบสำรองข้อมูลที่ดี มีเครือข่ายความเร็วสูงก็จะส่งผลให้ธุรกิจพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอีกทั้งผู้ใช้งานก็สามารถเลือกใช้บริการเฉพาะอย่างและเลือกเสียค่าใช้จ่ายให้ตรงกับความต้องการเฉพาะด้านหรือสอดคล้องกับงบประมานของตนได้อีกด้วย ในกรณีที่ระบบของผู้ใช้บริการมีขนาดใหญ่ก็ย่อมต้องขยายทรัพยากรให้เพิ่มขึ้นตามการใช้งาน ซึ่งระบบที่เป็นบริษัทเองคงต้องออกแบบ สั่งซื้อและติดตั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์กันให้วุ่นวาย เสียเวลา แต่หากใช้บริการ cloud computing ก็ทำให้การเพิ่มขนาดทรัพยาการนั้นง่ายดายและรวดเร็ว อีกทั้งยังลดความยุ่งยากของการดูแลและลดจำนวนบุคคลากรที่ต้องจ้างมาเพื่อดูแลระบบอีกด้วย
อย่างไรก็ตามแม้ว่าการประยุกต์หุ่นยนต์บน Cloud มาประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจจะมีประโยชน์มากมายเพียงใด หากผู้ใช้ระบบนำไปใช้โดยไม่รอบคอบ หรือขาดการวางแผนที่ดีก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้มากมายเช่นกัน ทั้งนี้เป็นเพราะส่วนประกอบหนึ่งของ cloud computing คือ Transparency จะต้องมีการใช้ Transparent load-balancing คือ ความพยายามที่จะทำให้เกิด balance ในการทำงานเมื่อมีการเรียกใช้ application จากผู้ใช้หลายๆคนพร้อมกัน โดยจะกระจาย load หรืองานไปให้เครื่องหรือ server อื่นๆเพื่อช่วยในการทำงาน อย่างเช่น ปกติการให้บริการจะ run อยู่บน server ตัวเดียว แต่เมื่อไหร่ก็ตามมีผู้ใช้งานจำนวนมากและจำเป็นต้องใช้ server เพิ่มขึ้น transparency จะอนุญาตให้มีการประสานงานกับ server อื่นๆได้โดยที่ไม่ต้องขัดจังหวะการทำงานหรือต้องติดตั้งระบบกันใหม่ อย่างนี้เป็นต้นส่วน application deliveryหรือการให้บริการระบบงาน จะช่วยตอบสนองความต้องการให้ application และข้อมูลทุกรูปแบบได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนและเวลาใดก็ตาม เนื่องจากเป็นการใช้ทรัพยากรที่มาจากหลายที่หลายแห่งทำให้อาจมีปัญหาในเรื่องของความต่อเนื่องและความเร็วในการเข้าถึง ยกตัวอย่างง่ายการนำระบบ cloud computing มาประยุกต์ใช้กับเว็บไซต์ในหน่วยงานราชการ
เช่นเว็บไซต์ฉลากกินแบ่งรัฐบาล จะมีปัญหาเนื่องจากการเข้าเว็บไซต์เป็นจำนวนมาหาศาลจนเว็บล่มในช่วงเวลาที่ประกาศผลสลากกินแบ่งทั้งๆที่เว็บไม่ได้เกิดปัญหาอะไร แต่เป็นเพราะความต้องการของคนที่จะใช้เว็บไซต์ในเวลานั้นมีจำนวนมากทำให้serverของเว็บไซต์ซึ่งอาจจะมีจำนวนจำกัดรองรับไม่ไหว จึงก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้ เนื่องจากข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ใน cloud ซึ่งก็มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกันที่ข้อมูลสำคัญๆอาจจะถูกขโมยหรือเกิดความเสียหายจากการโจมตีระบบได้ จึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับต้นๆ อีกด้วย
หากผู้ใช้ระบบขาดการพิจารณาไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว cloud computingก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้มากมายเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นการจ้างให้บุคคลภายนอกเข้ามาดูแลระบบของเรา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนนั้นจะไม่แอบเก็บข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ของตน เองหรือเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลอื่น ยิ่งถ้าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ข้อมูลยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ หรือถ้าเป็นองค์กรทางด้านการเงิน ถึงแม้เราจะมีระบบตรวจสอบ หรือ audit เพื่อติดตาม ว่าใครทำอะไร ตรงไหน แต่เมื่อเกิดเหตุและจับได้ก็คงทำได้แค่ลงโทษตามกฎบริษัทหรือดำเนินคดีตาม กฎหมาย แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว

ที่มา:: กรุงเทพธุรกิจ ไอที-นวัตกรรม : นวัตกรรม วันที่ 14 มกราคม 2556 06:00
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/innovation/20130114/485403/%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%99-Cloud.html
เพิ่มเติม ::
http://www.mict.go.th/ewt_news.php?nid=6164&filename=index — cloud computing
http://www.manacomputers.com/what-is-cloud-computing/ —— cloud computing มีประโยชน์ กบัเราอย่างไร?
http://computing.gagto.com/?cid=420521 — ความสำคัญของคลาวด์คอมพิวติ้ง(Cloud Computing)
http://intranet.dpim.go.th/cloud/cloud6.php —เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของ cloud computing

จัดทำโดย:: นาย ชาญวิทย์ เกษตรภิบาล Y34 5520221007

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License