ระวัง Identity Theft ขโมยข้อมูลส่วนตัว ไปสวมรอยเป็นคุณ สร้างความเสียหาย

เรื่อง ระวัง Identity Theft ขโมยข้อมูลส่วนตัว ไปสวมรอยเป็นคุณ สร้างความเสียหาย
ข่าววันที่ 29 มกราคม 2556
แหล่งที่มา : http://www.it24hrs.com/2013/identity-theft/

สรุปเนื้อหาข่าว :
Identity Theft คือ การที่คนร้ายสวมรอยเป็นคุณ โดยแอบเอาข้อมูลส่วนตัวไปแอบอ้างว่าเป็นคุณเพื่อหาผลประโยชน์บางประการ เช่น นำข้อมูลส่วนตัวของคุณไปเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อทำธุรกรรมต่างๆ , เอาชื่อไปก่ออาชญากรรม หรือไปก่อเหตุอื่นๆและสร้างความเสียหายให้คุณ ซึ่งสาเหตุที่คนร้ายสามารถเอาข้อมูลของคุณไปได้ ได้แก่
1. เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไปบน Social Network
2. การไม่ log out หลังใช้ Social Network ในที่สาธารณะ
3. การโหลด Application แปลกๆบนโทรศัพท์มือถือ
4. เอามือถือไปซ่อมแล้วไม่ได้ลบข้อมูลสำคัญๆออกก่อน
สำหรับวิธีป้องกันการโจรกรรมข้อมูล ได้แก่
1. ใส่รหัสผ่านมือถือ
2. ลง Application เกี่ยวกับความปลอดภัยบนมือถือ
3. ใช้ Wi-Fi เท่าที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมทางการเงินบน Wi-Fi สาธารณะ
4. ห้ามให้รหัสสำคัญเวลาคุย online เด็ดขาด
5. เวลาท่องโลก internet ให้สังเกตสัญลักษณ์รูปกุญแจ SSL จะเป็นระบบที่ช่วยป้องกันการโจรกรรมข้อมูลได้
6. สำเนาบัตรประชาชน หรือเอกสารสำคัญต่างๆเมื่อไม่ใช้แล้วให้ทำลายทิ้ง
สามารถแจ้งเบาะแสหรือการได้รับความเสียหายจากโลก Internet ได้ที่
- กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางโลกเทคโนโลยี หรือ แจ้งผ่าน Application ชือ Cyber Petrol หรือผ่าน www.tcsd..in.th
- แจ้งความที่สถานีตำรวจ
- แจ้งผ่านองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารของเจ้าของบัญชี

flickr:8472892402

วิเคราะห์ข่าว :
ปัจจุบันมีการโจรกรรมข้อมูลกันมาก ในตัวเนื้อข่าวได้อธิบายถึงคำว่า Identity Theft บ้างแล้ว ทีนี้เรามาดูวิธีที่คนร้ายใช้โจรกรรมข้อมูลกัน ซึ่งการโจรกรรมข้อมูลถูกทำได้โดยเทคนิค 2 อย่างหลักๆ คือ
1. Phishing : การใช้อีเมลปลอมเพื่อขอข้อมูล
2. Spoof Site : การใช้เว็บไซน์ปลอมโดยจะทำการเชื่อมโยงกับอีเมลปลอม
วิธีการคือคนร้ายจะทำการส่งอีเมลปลอมที่มี link ไปยังเว็บไซน์ปลอมเพื่อหลอกลวงให้คุณระบุข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัตรเครดิต , รหัสผ่านอีเมล เป็นต้น และนอกจากนั้นคนร้ายอาจใช้วิธีการค้นถังขยะที่เราทิ้งสำเนาใบเสร็จธุรกรรมทางการเงิน เช่น การรูดบัตรเครดิต มาเพื่อปลอมแปลงได้ และนอกเหนือจากนั้นอาจมีการนำบัตรเครดิตของเราไปรูดผ่านเครื่อง skimming ซึ่งจะทำการบันทึกข้อมูลต่างๆที่อยู่บนแถบแม่เหล็กของบัตรเก็บไว้ที่เครื่อง เพื่อที่คนร้ายจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
สำหรับระบบป้องกัน Identity Theft ในปัจจุบัน
การป้องกันตนเองจากการโจรกรรมข้อมูลในเบื้องต้น อันดับแรกต้องอยู่ที่ตัวเรา โดยต้องเพิ่มความระมัดระวังในการท่องโลกออนไลน์มากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการใส่ข้อมูลส่วนตัวลงในระบบออนไลน์ และอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยปกป้องคอมพิวเตอร์ของคุณได้ คือ โปรแกรมสำเร็จรูปที่ถูกพัฒนามาเพื่อช่วยป้องกันการโจรกรรมข้อมูล เช่น Antivirus ต่างๆ (Avira Antivir Personal , AVG Anti Virus ,Avast Home Edition ,Bitdefender ,NOD32 , Kaspersky) , โปรแกรมการป้องกันการขโมยขอมูลผ่าน Wi-Fi (Private Wi-Fi)
สุดท้ายแล้วดิฉันคิดว่า วิธีที่ดีที่สุดในการท่องโลกออนไลน์โดยไม่เกิด Identity Theft คือ ความใส่ใจและความระมัดระวังของผู้ใช้เอง ซึ่งถ้าผู้ใช้ Internet มีความระมัดระวัง และมีความรู้เท่าทันในสังคมออนไลน์ก็จะสามารถลดการโดนโจรกรรมข้อมูลส่วนตัวได้

อ้างอิง :
https://www.paypal-apac.com/th/security-centre/online-safety-essentials/tips-for-everyone/identity-theft-guide-part1.aspx?lng=th_TH
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=90609
http://www.downloadhunt.com/network-software/Private+WiFi++2.4.5.1783+%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9F-6944.html

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License