เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเลือกตั้ง

เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเลือกตั้ง

8472257021_340db07796_z.jpg

ประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศอเมริกาครั้งนี้ มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นเครื่องมือในการช่วงชิงตำแหน่ง เรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือการใช้ โซเชียล มีเดีย ต่าง ๆ ในฐานะสื่อ ซึ่งจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้มีการใช้งานสื่อทางไอทีต่าง ๆ มากมายโดยตัวประธานาธิบดีบารัค โอบามาเองนั้นก็มีการใช้ ทวิตเตอร์, เฟซบุ๊ก ฯลฯ มาตั้งแต่การเลือกตั้งในสมัยแรก

เรื่องแรกที่น่าสนใจคือ การใช้วิทยาการทางคอมพิวเตอร์มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ สำหรับการหาเสียงเลือกตั้ง ตัวอย่างเช่นการระดมทุนสนับสนุน ทางฝ่ายบารัค โอบามานั้นมีข้อมูลอยู่เยอะมาก เรียกว่าเยอะมากเกินไปด้วยซ้ำ โดยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ แผนกวิเคราะห์ข้อมูลของฝั่งบารัค โอบามานั้นใหญ่ขึ้นห้าเท่าเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 2008 และได้สร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วยเลือกสื่อที่ต้องการ ซึ่งมีผลที่น่าสนใจหลายอย่างเช่นการออกโฆษณาทางโทรทัศน์ในช่วงรายการที่แปลก ๆ เช่นละคร The Walking Dead หรือ Sons of Anarchy หรือการที่โอบามาเลือกที่จะเข้าร่วมตอบคำถามในส่วน Ask Me Anything ของเว็บไซต์ Reddit ก็มาจากผลวิเคราะห์ว่ากลุ่มผู้มีสิทธิจำนวนมากใช้สื่อดังกล่าว สิ่งเหล่านี้เกิดจากการใช้เทคโนโลยีทางสารสนเทศทั้งนั้น
เรื่องถัดมาคือเรื่องของการรณรงค์ให้คนออกมาใช้สิทธิในวันเลือกตั้ง หรือที่เรียกว่า “Get-out-the-vote” หรือย่อ ๆ ว่า GOTV ซึ่งก็คือการที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครหาทางทำให้ผู้สนับสนุนของตนเองนั้นออกมาใช้สิทธิ เช่น การจัดหารถรับส่งไปยังสถานที่ลงคะแนน หรือการโทรศัพท์ไปชักชวนผู้สนับสนุนให้ออกมาเลือกตั้ง GOTV นั้นจะมีอาสาสมัครจำนวนหลายคนมาเป็นเรี่ยวแรง โดยอาสาสมัครเหล่านี้จะประจำอยู่ตามหน่วยเลือกตั้งต่าง ๆ และคอยบันทึกผู้มาลงคะแนน และส่งข้อมูลดังกล่าวกลับไปยังที่ทำการของผู้สมัคร โดยผู้สมัครจะใช้ข้อมูลนี้เป็นตัวระบุว่าควรจะลงเรี่ยวแรงในการทำ GOTV ณ ตำแหน่งใดมากขึ้น เช่น ถ้าที่หน่วยเลือกตั้งนี้มีผู้สนับสนุนของตนเองมาน้อย ก็จะส่งอาสาสมัครให้โทรฯเชิญชวน หรือจัดรถรับส่งมากขึ้น นอกเหนือไปจากการรณรงค์ GOTV แล้ว ในช่วงก่อนการเลือกตั้งนั้นทีมผู้สมัครมักจะทำการแวะเยี่ยมตามบ้าน หรือโทรศัพท์ติดต่อไปยังผู้มีสิทธิ์เพื่อหาเสียงหรือสอบถามความเห็น ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า canvassing

ในการเลือกตั้งระดับประเทศดังเช่นการเลือกตั้งประธานาธิบดีนั้น GOTV และ canvassing เป็นเรื่องที่จำเป็น โดยจะมีผลกระทบเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตที่มีการแข่งขันสูงหรือที่เรียกว่า swing state ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีนอกจากนี้ GOTV นั้นวุ่นวายมาก เนื่องจากอาสาสมัครเป็นจำนวนหลายหมื่นคนต้องรับผิดชอบข้อมูลของผู้มีสิทธิรวมแล้วหลายล้านคน โดยเฉพาะในวันเลือกตั้งนั้นข้อมูลจะต้องเร็ว ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาทางฝ่ายบารัค โอบามานั้นมีการเตรียมการเป็นอย่างดี และได้เปิดตัวโครงการ Narwhal ซึ่งเป็นระบบสำหรับบริหารข้อมูลของทั้งอาสาสมัครและผู้มีสิทธิ ระบบ Narwhal นั้นมีการเตรียมการเป็นอย่างดี และถูกพัฒนาขึ้นมาโดยกลุ่มวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญ Narwhal อาศัยบริการกลุ่มเมฆ EC2 ของแอมะซอน (Amazon) ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ในช่วงที่พายุเฮอริเคนแซนดีส่งผลกระทบต่อฝั่งตะวันออกของสหรัฐ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ข้อมูลฝั่งตะวันออก ทางทีม Narwhal นั้นได้สำรองระบบไว้เพิ่มเติมที่ศูนย์ข้อมูลฝั่งตะวันตก และพร้อมที่จะใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนฝ่ายมิตต์ รอมนีย์นั้นเปิดตัวโครงการ Orca ซึ่งตั้งใจให้เป็น mobile web app สำหรับช่วยเหลืออาสาสมัครในการทำงาน ซึ่ง Orca นั้นมีความผิดพลาดอยู่เยอะมากทั้งข้อมูลผิดพลาด และระบบล่ม จนนักวิเคราะห์หลายคนบอกว่าน่าจะมีส่วนที่ทำให้มิตต์ รอมนีย์เสียคะแนนใน swing state

บทวิเคราะห์

ปรากฎการณ์ Social Networking อาจจะทำให้ผู้ที่อยู่ในวิดีโอ รูปภาพ หรือข้อความกลายเป็นผู้ที่อยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วโลกได้ ทำให้นักการเมืองหลายคนหันมาความสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสนเทศที่จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นเข้าถึงประชาชนได้คราวละมาก ๆ อย่างสม่ำเสมอ และผู้ที่ริเริ่มในการหาเสียงแบบฉีกกฎรูปแบบการหาเสียงเดิม ๆ ก็ คือ “บารัก โอบามา” ผู้ซึ่งใช้ Social Network ในการหาเสียง โดยการพัฒนาเว็บไซต์ barackobama.com ให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับเว็บไซต์ Social Network ต่าง ๆ เช่น Facebook, MySpace, Twitter ฯลฯ ของโอบามา รวมไปถึงการ พัฒนา Application ขึ้นมาบน iPhone จนกระทั่ง “บารัก โอบามา” ประสบความสำเร็จ ชนะในการลงสมัครรับเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีแห่ง สหรัฐอเมริกา คนที่ 44
จากปรากฎการณ์ใช้ Social Networking มาใช้ในการเลือกตั้งดังกล่าว มีการบันทึกสถิติไว้ว่า ในช่วงก่อนถึงการเลือกตั้งนั้นมีชาวอเมริกัน ที่สนับสนุนนายโอบามาใน Facebook มากถึง 2,000,000 คน ขณะที่ผู้สนับสนุนนาย จอห์น แมคเคนมีเพียง 600,000 คน และขณะที่ในส่วนของ Twitter นั้น ชาวอเมริกันกว่า 112,000 คนเลือกบอกว่าจะเลือกนายโอบามาเป็นประธานาธิบดีแน่นอน ตรงกันข้ามกับนายแมคเคนที่มีคนติดตาม (Follower) เพียง 4,600 คนเท่านั้น หรือจะเป็นในส่วนของ MySpace ซึ่งได้มีการเปิดเผยว่า 60% ของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายล้านคน เข้าไปใน Myspace และสนับสนุนนายโอบามา แต่มีเพียง 34% ที่สนับสนุนนายแมคแคน
นอกจากนี้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดนี้ นายโอบามา ยังเป็นผู้นำในการเริ่มใช้ Social Networking ใหม่ ๆ เช่น การเข้าไป ร่วมตอบคำถาม Ask Me Anything ของเว็บไซต์ Reddit ซึ่งเป็นเว็บสังคมออนไลน์ที่เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2005 โดยรูปแบบของ Reddit นั้น คือการโพสต์ลิงก์หรือข้อมูลที่น่าสนใจลงบนเว็บไซต์ จากนั้นผู้ใช้คนอื่นๆ จะคอยโหวตบวกหรือลบให้กับโพสต์นั้นๆ ตามความสนใจของตน เนื้อหาที่ได้รับคะแนนโหวตสูง ๆ จะถูกแสดงไว้อันดับบน ๆ ของหน้าแรกของเว็บ ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ในเว็บนั้นจเน้นไปที่ข่าวไอทีเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีข่าวหมวดอื่น ๆ เช่น การเมือง วิทยาศาสตร์ ข่าวขบขัน เกม และข่าวทั่วไปอีกด้วย
ภายหลัง Reddit ได้อาศัยระบบการโหวตเนื้อหาและคอมเมนต์ของตัวเอง เปิดหน้าพิเศษ Ask me anything (AMA) เชิญบุคคลสำคัญ เจ้าของบริษัท อาจารย์ นักข่าว นักเขียนบทภาพยนตร์ ฯลฯ มาตอบคำถามกับชุมชนผู้ใช้งาน ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีคนดังเข้ามาร่วมตอบคำถามอยู่เป็นระยะ เช่น นักการเมืองขวัญใจชาวไอทีอย่างรอน พอล (Ron Paul) จากพรรครีพับลิกันเคยมาตอบคำถามบ้างแล้ว แต่ในครั้งล่าสุดนี้เป็นที่ฮือฮาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อนายบารัค โอบามา เข้ามาตอบคำถามในฐานะ “ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา”

ภาพจากกระทู้ของ Reddit ที่โอบามามาโพสต์ ใช้คำว่า I am Barack Obama, President of the United States

8472258765_3e45f4d90d_z.jpg

หลังจากนายโอบามาได้เข้ามาใช้บริการของ Reddit และเป็นโอกาสให้สมาชิกของเว็บเข้ามาตั้งคำถาม โดยนายโอบามาจะใช้เวลาว่างจากการ หาเสียงเข้ามาตอบคำถามบางอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งงกระทู้นี้ของโอบามามีคนเข้ามาถามคำถามอย่างล้นหลามมากกว่า 23,000 คอมเมนต์เลยทีเดียว สำหรับตัวอย่างคำถามที่นายโอบาได้เข้ามาตอบด้วยตัวเอง เช่น
- จะแก้ปัญหาเรื่องคอร์รัปชันในวงการการเมืองอย่างไร ซึ่งคำตอบของโอบามาคือเงินเป็นแค่ปัจจัยหนึ่ง แต่นอกจากนี้ยังมีเรื่องความ โปร่งใสของนักการเมืองที่ต้องอาศัยกฎหมาย และเขาเสนอไปยังสภาคองเกรสแล้ว นอกจากนี้ยังมีประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญของสหรัฐเพื่อแก้ปัญหา ในระยะยาวด้วย
- การตัดสินใจที่ยากที่สุดในฐานะประธานาธิบดีคืออะไร ซึ่งโอบามาตอบว่าคือการเพิ่มจำนวนทหารสหรัฐในอัฟกานิสถาน ซึ่งในฐานะ ประธานาธิบดีรู้ดีว่าการส่งทหารเข้าไปประจำการ ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้กลับมา แต่ก็จำเป็นต้องส่งเข้าไปเพื่อหยุดสงครามภายในปี 2014 ตามแผนให้ได้
ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์กันว่า การที่นายโอบามาออกมานอกเว็บของเขาเอง และเครือข่ายสังคมกระแสหลักอย่าง Facebook/Twitter/YouTube/ Google+ แล้วกระโจนเข้ามายังเครือข่ายสังคมเฉพาะกลุ่มอย่าง Reddit นั้น ได้ช่วยให้เขาซื้อใจกลุ่มสมาชิกวัยรุ่น-วัยทำงานเพศชายที่เป็นสมาชิกหลัก ของ Reddit ได้เป็นอย่างมาก
ในขณะที่นายโอบามาเจาะตลาดผู้ชายบน Reddit อยู่นั้นเอง นางมิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งก็หันมาเจาะตลาดเครือข่ายสังคม สำหรับสาว ๆ อย่าง Pinterest โดย Pinterest เป็นเครือข่ายสังคมหน้าใหม่ที่เพิ่งมาโด่งดังในปี 2011 - 2012 นี้เอง ซึ่งหลักการของมันคือการ “ปัดหมุด” (pin) ภาพที่น่าสนใจลงบนเว็บไซต์ Pinterest แล้วแบ่งปันกันดูภาพเหล่านี้ในหมู่ชุมชนผู้ใช้
Pinterest ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่กลุ่มผู้ใช้เน็ตสาว ๆ เนื่องจากมันเหมาะมากสำหรับการแชร์ภาพแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า นางแบบ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งตัวและแต่งหน้า (แต่ Pinterest ก็ยังมีภาพในหมวดอื่นๆ เช่น อาหาร การท่องเที่ยว สุขภาพ ซึ่งก็เน้นกลุ่มสาว ๆ เช่นกัน) เนื่องจากฐานลูกค้าของ Pinterest เป็นผู้หญิง การส่งประธานาธิบดีลงมาเองคงคุยกันไม่รู้เรื่อง ทีมงานของโอบามาจึงใช้มิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งที่ได้รับการยกย่องเรื่องรสนิยมของเธอมาทำหน้าที่แทน

ภาพจาก Pinterest ที่นางมิเชล โอบามาใช้ในการช่วยหาเสียงให้กับสามีของตน

8473351582_de7bfa006d_z.jpg

แต่อย่างไรก็ตามการรุกตลาดของมิเชล โอบามา บน Pinterest ไม่จริงจังมากนัก เพราะเป็นแค่การเข้ามาใช้งานให้รู้ว่ามีตัวตนอยู่บนเครือข่าย นี้ด้วย โดยในเพจของเธอประกอบด้วยภาพประกอบที่เน้นความเป็นผู้หญิง แม่ และครอบครัว เช่น การทำอาหาร สวนและชีวิตความเป็นอยู่ใน ทำเนียบขาว รวมถึงคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเธอ ซึ่งภาพที่ปรากฎใน Pinterest ของนางมิเชลนั้นจะเน้นรูปภาพสวยงาม คุณภาพดี และหาดูได้ยาก ซึ่งเป็นภาพที่ทีมช่างภาพของโอบามาต้องถ่ายอยู่แล้ว เพียงแต่นำมาจัดเรียงและเผยแพร่ผ่าน Pinterest สร้างคะแนนนิยมนั่นเอง

ข้อดีของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเลือกตั้ง

จากปรากฎการณ์ใช้ Social Networking ในการหาเสียงเลือกตั้งของนายโอบามา ซึ่งกลายมาเป็นแบบอย่างให้กับนักการเมืองของหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วยนั้น เราสามารถสรุปข้อดีของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการเลือกตั้งได้ ดังนี้
1. จากการสื่อสารผ่าน Social Networking ต่าง ๆ ที่นายโอบามาใช้ในการหาเสียงนั้น ได้สร้าง “อาสาสมัคร” (Online Volunteers) ให้เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งคนกลุ่มนี้พร้อมที่จะทำตัวเป็นกระบอกเสียง ช่วยโน้มน้าวกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจ ให้มาเลือกโอบาม่า แทนที่จะเลือกแมคเคน ทางการตลาดอาจจะเรียกว่าเป็นการสร้าง Peer-to-Peer Marketing ให้เพื่อนไปโน้มน้าวจูงใจเพื่อนอีกต่อ
2. การได้มีงบประมาณมหาศาลมาใชในการหาเสียง ผ่านการระดมเงินบริจาคทางการเมืองจากทั้งรายเล็กรายใหญ่ โดยใช้เครือข่ายออนไลน์ และ “อาสาสมัคร” ซึ่งทำให้โอบาม่าได้เงินสนับสนุนมาใช้จ่ายในการรณรงค์เลือกตั้งอย่างมหาศาลหลายล้านดอลล่าร์ โดยไม่ต้องร้องขอการสนับสนุน จากรัฐบาลอย่างที่แมคเคน
3. การใช้ Social Networking นั้น สร้างการรับรู้ในระดับที่สูงมาก ในสื่อออนไลน์ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็จะเจอแต่แคมเปญของโอบาม่า โดยทั้งหมดถูกร้อยเรียงเข้าสู้ Theme ที่ชื่อว่า “Change”
4. มีการใช้สื่อที่หลากหลายเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม หลายระดับชั้น ทั้งอีเมล์ SMS เว็บไซต์ Facebook Twitter YouTube Reddit หรือ Pinterest ซึ่งแต่ละช่องทางก็มีคาแรคเตอร์ของผู้ชมแตกต่างกัน
5. การใช้ Social Networking ในการหาเสียงนั้นทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นสามารถสื่อสารโดยตรงถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้อย่างง่ายดาย สร้างความรู้สึกที่เป็นกันเองได้มากกว่าการหาเสียงแบบเดิม ๆ ที่ผู้สมัครกับผู้เลือกตั้งจะได้เจอกันน้อยครัง

ข้อเสียของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเลือกตั้ง

แม้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง Social Networking จะมีข้อดีอย่างมากมาย แต่ก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน

1. สื่อสารผิดพลาด ตอบโต้ด้วยอารมณ์จากภาษาเขียน ซึ่งภาษาเขียนนั้นจะไม่สามารถสื่อถึงความรู้สึก อารมณ์ได้ดีกว่าภาพูด
2. ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าข้อมูลดังกล่าวจริงหรือไม่จริง ซึ่งต้องใช้วิจารณญาณของประชาชนหรือผู้อ่านเป็นอย่างมากว่าอ่านแล้วรู้สึกอย่างไร
3. มีบุคคลแอบอ้างเพื่อปล่อยข่าวลือ หรือข้อมูลที่ผิดๆ ให้กับบุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้ง

บทสรุป

จากการที่นายโอบามาได้ใช้ Social Networking จนเป็นต้นแบบให้กับนักการเมืองทั่วโลกนำไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง เช่น ในประเทศอินเดียเศรษฐกิจอินเดียเติบโตต่อเนื่องมาหลายปีติดกัน จนทำให้วัยรุ่นอินเดียเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้นมากนั้น มีนักการเมืองหลายคน ได้ใช้ Social Networking ในการหาเสียง เช่น นาย L.K. Advani หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน BJP นั้นมีทั้งบล็อกและ iPhone Application ซึ่งความไม่ธรรมดา ของเขา คือ เขาอายุ 81 ขวบแล้ว แต่ยังเขียนบล็อกด้วยตัวเองมาโดยตลอด หรือ นายราหุล คานธี วัย 38 ปีซึ่งเป็นลูกชายของอดีตนายกรัฐมนตรีราจิฟ คานธี และหัวหน้าพรรคคองเกรส โซเนีย คานธี ซึ่งใช้ Facebook หาเสียงสนับสนุนด้วยเช่นกัน ในส่วนของประเทศไทยนั้นไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายรัฐบาล ที่นำโดย นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชิณวัตร ที่มี Facebook เพื่อใช้ในการสื่อสารกับประชาชน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยที่นิยมใช้ Twitter เป็นหลัก และในส่วนของทางพรรคฝ่ายค้านเอง ก็มีนักการเมืองหลาย ท่านที่นิยมใช้ Social Networking ในการติดต่อสื่อสารกับประชาชน อาทิเช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นายกรณ์ กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่นิยมใช้ Facebook และ Twitter เป็นหลัก
สำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง Social Networking ที่มีต่อการเลือกตั้งในประเทศไทยนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่า มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดี คือ Social Networking เป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพและสามารถเข้าถึงกลุ่มคนต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและนำเสนอข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีประวัติศาสตร์ย้อนกลับเข้าไปดูได้รวมทั้งมีพื้นที่เพียงพอสำหรับใส่ข้อมูลได้มาก แต่ข้อเสีย คือ ในปัจจุบันกลุ่มคนที่ใช้สื่อออนไลน์ยังมีจำนวน จำกัด ซึ่งมีเพียงไม่ถึงร้อยละ 10 ของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งทำให้เกิดผลเชิงการเปลี่ยนแปลงได้น้อย เนื่องจากคะแนนส่วนใหญ่อยู่ในชนบท ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้
แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนเชื่อว่าในอนาคตเทคโนโลยี Social Networking จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกับการเลือกตั้ง เพราะ สื่อออนไลน์เป็นสื่อที่ทรงพลังอย่างยิ่ง เพราะกลุ่มคนที่ใช้สื่อออนไลน์นี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีคุณภาพ เป็นกลุ่มคนที่พร้อมที่จะส่ง ข้อความข่าวสารถึงกันอย่างรวดเร็ว และพร้อมที่จะชักชวนเพื่อน ซึ่งอาจจะเป็นคนระดับเดียวกันให้เข้าในเหตุการณ์หรือคิดไปในทางเดียวกันอย่างใด อย่างหนึ่งได้
ทั้งนี้ พวกเราในฐานะของผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ต้องใช้ Social Networking ด้วยความระมัดระวัง ไม่ปิดกั้นความคิดของตนเอง โดยการเปิดรับข่าวสารของทุกฝ่าย ๆและต้องรู้จักใช้วิจารณญาณในการแยกแยะว่าข่าวสารที่สื่อออกมานั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ เนื่องจากใน Social Networking นั้นมีคนหลายกลุ่ม และอาจจะมีผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวลือมากมาย ซึ่งเราไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าข้อมูลดังกล่าวจริงหรือไม่จริง มากกว่าอ่านแล้วรู้สึกอย่างไร

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License