VMWARE VCLOUD SUITE

VMWARE VCLOUD SUITE: เครื่องมือสร้างระบบ PRIVATE CLOUD สำหรับองค์กร

flickr:8639138315

เวลาเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรมีเท่ากัน แต่เครื่องมือที่จะช่วยให้องค์กรช่วงชิงความได้เปรียบในเชิงธุรกิจนั้น แตกต่างกัน ปัจจุบันระบบ IT ได้กลายเป็นหัวใจหลักในการทำงานของ องค์กรซึ่งผู้ดูแลระบบจะต้องปรับตัวให้รวดเร็วและตามกระแสโลกของธุรกิจให้ทัน VMware vCloud Suite จึงได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงระบบ Infrastructure ขององค์กร โดย vCloud Suite จะเปลี่ยนระบบ Datacenter แบบเดิมไปสู่ระบบ Virtualize Datacenter อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Server, Storage หรือ Network และยังช่วยให้องค์กรสามารถสร้างระบบ Private Cloud ได้อย่างง่ายดายและพร้อมที่จะย้ายข้อมูลขององค์กรขึ้นสู่ Public Cloud ได้ตามต้องการ

VMware vCloud Suite สามารถจัดการทรัพยากรเสมือนขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง IT Admin. สามารถกำหนด Resource (CPU, Memory หรือ OS) ให้เหมาะสมกับแต่ละแผนก อีกทั้งผู้ใช้งานในแต่ละแผนกยังสามารถสร้าง Virtual Machine ได้ตามสิทธิที่ตนเองได้รับ ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการงานของแผนก IT มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจให้กับองค์กรอีกด้วย สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการทราบว่าแต่ละแผนกมีค่าใช้จ่ายในส่วนของ IT เท่าไหร่ ก็สามารถใช้ vCenter Chargeback Manager เพื่อติดตามการใช้งาน Resource และแสดงข้อมูลการใช้งานเมื่อถึงเวลาที่ต้องการได้
สะดวก รวดเร็ว และเต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพกับ VMware vCenter Operation Management Suite (VCOPS) »»»»»»»»»»»»»»>
VCOPS ถูกออกแบบเพื่อระบบ Virtualization โดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้ IT Admin. สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดย VCOPS จะแสดง ผลเป็นสีแทนการแสดงผลเป็นกราฟแบบเดิมที่ดูยุ่งยาก นอกจากนี้ IT Admin. ยังสามารถกลับไปตรวจสอบยังจุดเริ่มต้นของปัญหาและแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด ในระยะเวลาอันสั้น ยิ่งไปกว่านั้น VCOPS ยังมีระบบ Capacity Planner ที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าระบบ Infrastructure ที่มีอยู่นั้น ยังมี Resource เพียงพอเพื่อรองรับการใช้งานในองค์กรหรือไม่ ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถลงทุนได้อย่างคุ้มค่า สามารถคาดการณ์ระยะเวลาการใช้งานและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

หาก Developer ขององค์กรสามารถสร้าง Applicationได้เร็วเท่าไหร่ องค์กรก็จะยิ่งตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น โดยตัว vFabric Application Director จะช่วยลดระยะเวลาในการทำงาน กล่าวคือ ถ้า Developer ต้องการเขียนโปรแกรม vFabric จะต้องสร้าง Virtual Machine ซึ่งจะติดตั้งระบบปฎิบัติการและเครื่องมือในการเขียนโปรแกรม จากนั้นจัดเก็บเป็น Package ซึ่ง Developer สามารถเรียกใช้จาก Catalogue ได้ทันที นับได้ว่าเป็นการตอบโจทย์สำหรับองค์กรที่ต้องการความรวดเร็วในการสร้าง Application ได้เป็นอย่างมาก และยังมีตัวช่วยที่จะลดระยะเวลาการสร้าง Infrastructure ของทีม Developer ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะ VMware vFabric Application Director จะสร้าง Template เป็น Package ไว้ ดังนั้น ทีม Programmer จึงเพียงแค่คลิกและเลือกแอพพลิเคชันก็สามารถเขียน Code ได้ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสแอพพลิเคชันสมัยใหม่ที่เน้นหนักไปที่ Mobile Application ที่ยิ่งเขียนได้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น
ประสานการทำงานบนระบบคลาว์อย่างลงตัวด้วย VMware vCloud Automation Center »»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»>
เมื่อองค์กรต้องการลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนสร้างระบบก็สามารถเช่าใช้ Resource ต่าง ๆ จาก Public Cloud ได้ แต่ปัญหาที่ตามมาคือ การบริหารจัดการระบบVirtual Machine ที่ต่างเครือข่ายกัน ซึ่ง vCloud Automation Center สามารถบริหารจัดการ Virtaul Machine ทั้งที่เป็น Private Cloud และ Public Cloud ที่มาจากคนละเครือข่ายให้ทำงานร่วมกันได้ เนื่องจากศูนย์กลางระบบ vCloud Automation จะมีลักษณะการใช้งานแบบผู้ใช้บริการตนเอง (Self-service) ดังนั้นผู้ใช้งานจึงสามารถเลือก Virtual Machine หรือ Application ที่ต้องการ แม้จะไม่รู้ว่า Resource นั้นอยู่ที่ใด

ผู้ใช้งานสามารถสร้าง Virtual Machine ได้รวดเร็วและง่ายขึ้นผ่านระบบ VMware vCloud Director โดย vCloud Director จะสร้าง Template ของ Virtual Machine ไว้หลาย ๆ แบบ โดยแบ่งตาม CPU, Memory หรือระบบปฎิบัติการ (OS) แล้วนำไปเก็บไว้เป็น Catalogue ซึ่งผู้ใช้งานเพียงแค่เลือกว่าจะสร้าง Virtual Machine จาก Catalogue ใดเท่านั้น
ระบบเสถียรภาพสูงสุดด้วย VMware vCloud Suite»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»»
vCloud Suite รับประกันเรื่อง SLAs (Service Level Agreement) เพราะมีระบบพื้นฐานที่ดีจาก VMware vSphere ซึ่งอุตสาหกรรม IT ให้การยอมรับว่าเป็นผู้นำในเรื่องความเสถียรของระบบ Virtualization ด้วยเหตุนี้ ทุกองค์กรจึงมั่นใจได้ว่าเครื่อง Virtual Machine ที่เป็น Critical Application จะสามารถทำงานได้ถูกต้องและมีความเสถียรที่สุด

หากเป็น Datacenter แบบเดิม การทำ DR (Disaster Recovery) เป็นการลงทุนอย่างมหาศาลสำหรัองค์กร เพราะต้องจัดหาเครื่อง Server, Storage และ ระบบ Network ให้เหมือนกับ Primary Site แต่ด้วยระบบ vCloud Suite ที่ทำให้ระบบแบบเดิมกลายเป็น Virtual Datacenter เต็มรูปแบบ ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงในการย้าย Resource ไปมา และด้วยคุณสมบัติพิเศษของ Site Recovery Manager (SRM) จะช่วยให้องค์กรสามารถสร้างระบบสำรองไว้ยัง Public Cloud ได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการสร้าง Disaster Recovery ลงเป็นอย่างมาก

มาทำความรู้จักกับ CLOUD COMPUTING

flickr:8639138297

เทคโนโลยีคลาวด์ เป็นโมเดลสำหรับการเข้าถึงบริการแบบพร้อมใช้ที่จ่ายตามปริมาณการใช้ (Pay-per-Use) รวมทั้งได้เตรียมความสะดวกไว้รองรับ การเรียกใช้ตามคำสั่งผ่านเครือข่ายไปยังทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่ได้ติดตั้งและกำหนดค่าไว้ อาทิ เซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่าย สื่อบันทึกข้อมูล แอพพลิเคชั่น และเซอร์วิสในรูปแบบจุดศูนย์กลางการจัดสรรบริการ (Shared Pool) โดยอาศัยแนวความคิดการแบ่งสรรเวลา (Time-Sharing) ผสานการประหยัดต้นทุนการจัดหาทั้งในส่วนเครื่องมืออุปกรณ์ (Hardware) โปรแกรมประยุกต์ (Software) ค่าบำรุงรักษา (Maintenance Fee) ขั้นตอนการทำงาน (Process) หากเราเลือก ใช้เทคโนโลยีคลาวด์อย่างเหมาะสม จะช่วยให้สามารถกำหนดแบบแผนการปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว และนำออกมาใช้ในระยะเวลาเพียงน้อยนิดสำหรับการบริหารจัดการ เพราะเราได้ “ถ่ายโอน” งานในส่วนนี้ให้ผู้ให้บริการภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาดูแลแทนนั่นเอง

flickr:8639138291
flickr:8640240506

จากรูปเป็นการแสดงหลักการทำงานของเทคโนโลยีคลาวด์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ Client กับ Server โดยทางฝั่งของ Client มีแค่คอมพิวเตอร์ และ Web Browser เพื่อเปิดเรียกใช้การทำงานก็เพียงพอแล้วส่วน Server ก็ทำหน้าที่ประมวลผลต่าง ๆให้ผู้ขอใช้บริการ

flickr:8640240494

Types of Clouds
1. Public Clouds เป็นการบริการที่ไม่แพง อาทิ Free Service over the Internet, Free Amazon Machine Images (AMIs) สำหรับนักพัฒนา หรือทดลองใช้โปรแกรมเพื่อการศึกษา โดยจะ Implement อยู่บนประสิทธิภาพการทำงาน ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบการจัดเก็บข้อมูล Data Locality in Mind
2. Private Clouds เป็นการบริการที่มีเจ้าของเป็นผู้ให้บริการลูกค้าของตนเองผ่านทาง Cloud Provider โดยจะ Implement อยู่บนพื้นฐานในเรื่องของการควบข้อมูล ระบบรักษาความปลอดภัย และคุณภาพของการบริการ
3. Hybrid Clouds เป็นตัวผสมการทำงานระหว่าง Public Cloud และ Private Cloud โดยจะอนุญาตให้มีการถ่ายโอนข้อมูลข้ามกันระหว่าง Application ของ Public Cloud และ Private Cloud เมื่อมีการร้องขอ

The Cloud Computing Adoption Model

flickr:8639138255
flickr:8639138243

คุณสมบัติหลักของ CLOUD COMPUTING
ระบบ Cloud Computing ประกอบด้วยคุณสมบัติหลัก ๆ ดังต่อไปนี้
ความคล่องตัว (Agility) เป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ใช้สำหรับจัดหาทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี
จัดเป็นแอพพลิเคชั่นโปรแกรมมิ่งอินเตอร์เฟซ (API) ที่มาพร้อมความสามารถในการเรียกใช้ซอฟแวร์ ช่วยให้อุปกรณ์สามารถโต้ตอบกับซอฟแวร์แบบเดียวกับส่วนติดต่อผู้ใช้ ทำงานประสานกันเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ในระหว่างตัวผู้ใช้และอุปกรณ์ต่างๆ ระบบ Cloud Computing โดยปกติเป็น API บน REST
เมื่อจำเป็นต้องลดต้นทุนลง โดยระบบคลาวด์สาธารณะสามารถตอบสนองโมเดลที่สามารถแปลงต้นทุนเป็นค่าใช้จ่ายทางด้านการดำเนินงาน
ช่วยลดข้อจำกัดในการเพิ่มเติมส่วนประกอบที่สำคัญ อาทิ โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งโดยปกติจะถูกจัดหามาจากแหล่งภายนอก เราไม่จำเป็นต้องซื้อขาดในครั้งเดียว
อุปกรณ์ (Device) ที่ไม่ขึ้นกับสถานที่ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเรียกใช้ระบบผ่านทางเว็บบราวเซอร์ได้โดยไม่ต้องสนใจว่าตำแหน่งหรืออุปกรณ์ที่ใช้จะอยู่ตรงไหนและเป็นอุปกรณ์อะไร เปรียบเสมือนดังเช่นโครงสร้างพื้นฐานภายนอกและถูกเรียกใช้ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อจากที่ใด ๆ ก็ได้
สภาวะเหมือนจริง (Virtualization) เป็นเทคโนโลยีที่รองรับการทำงานของเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลในด้านการแบ่งปันและเพิ่มการใช้ประโยชน์ของแอพพลิเคชั่นที่สามารถสลับการทำงานจากเซิร์ฟเวอร์จริงตัวหนึ่งไปยังตัวอื่น ๆ ได้
การเช่าแบบแชร์ต้นทุน (Mutitenancy) ช่วยให้เราจัดสรรทรัพยากรและแชร์ต้นทุนระหว่างผู้ใช้จำนวนมากมายภายในศูนย์กลางการให้บริการ
ความสามารถที่วางใจได้จะได้รับการปรับปรุงขึ้น เช่น กรณีมีการใช้ไซต์งานจำนวนมากเกินความจำเป็น ซึ่งจะช่วยให้การออกแบบ Cloud Computing เหมาะสมกับความต่อเนื่องของธุรกิจและการกู้คืนสภาพเมื่อระบบล่ม
ความสามารถขยายระบบ พร้อมกับความยืดหยุ่นตามอำนาจ “สิทธิสั่งการ” ภายใต้ข้อกำหนดของทรัพยากรที่จัดสรรไว้ โดยผู้ใช้งานไม่จำเป็น ต้องมีความชำนาญด้านการรับปริมาณงาน ณ จุดสูงสุดได้
การดำเนินการได้รับบริการการดูแลอย่างใกล้ชิดและคงทน เป็นสถาปัตยกรรมการทำงานร่วมกันแบบหลวม ๆ (Loosely Coupled) สร้างขึ้นโดยการใช้เว็บเซอร์วิสเป็นส่วนติดต่อของระบบ

flickr:8639138235

CLOUD COMPUTING กับความปลอดภัย
เทคโนโลยี Cloud Computing สามารถปรับแต่งการบริหารจัดการข้อมูลจากศูนย์กลางให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มเติมจุดศูนย์กลางความปลอดภัยให้กับทรัพยากรระบบได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี ความซับซ้อนในการรักษาความปลอดภัยอาจจะมีมากขึ้น เมื่อข้อมูลถูกส่งผ่านไปยังที่ต่างๆ ในวงกว้างหรือผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะระบบที่รองรับผู้เช่าบริการหลายคน ซึ่งจะถูกแบ่งปันการใช้งานไปยังผู้ใช้ที่อยู่ คนละกลุ่มงานกันด้วย นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลทางด้านกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการให้บริการ Cloud Computing ได้แก่ ความรับผิดชอบความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้งาน ความน่าเชื่อถือของระบบที่จะรับประกันความต่อเนื่องของการใช้งาน ความสามารถในการขยายงานที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการของระบบ และความสามารถในการย้ายค่ายเมื่อผู้ใช้บริการต้องการเปลี่ยนผู้ให้บริการ เป็นต้น

ทิศทางของ CLOUD COMPUTING และบทสรุป
เราจะเห็นได้ว่า ความจำเป็นของการใช้คลาวด์ในระดับบุคคลนั้น มีความเด่นชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งในปัจจุบันผู้คนแต่ละคนเริ่มใช้อุปกรณ์พกพากันหลายเครื่อง ทั้งโทรศัพท์สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต พีซี โน้ตบุ๊ก และอาจมีอุปกรณ์อื่นที่จะนำมาใช้เพิ่มได้อีกเมื่อต้องเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ดังนั้น การเก็บข้อมูลจึงยากที่จะเก็บไว้ที่เครื่องใดเครื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ เพราะจะยุ่งยากในการเรียกใช้งานและการนำออกมาใช้ แต่หากเก็บไว้ในที่เก็บบนคลาวด์ การเรียกใช้งานก็ไม่ขึ้นกับอุปกรณ์ จึงทำให้ใช้งานได้สะดวก ไม่ต้องจดจำว่าเก็บข้อมูลไว้ที่ใดบ้าง จึงสามารถกล่าวได้ว่าการใช้งานระดับบุคคลเกี่ยวกับคลาวด์เป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะเมื่อการเข้าถึงเครือข่ายมีสภาพที่ดีขึ้น ความเร็วในการเรียกใช้ข้อมูลทำได้ดีขึ้น การครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขวางและขยายพื้นที่ใช้งานได้เกือบทุกหนทุกแห่ง อีกทั้งการประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ประเภทพกพาเป็นสิ่งที่จำเป็นมากขึ้นทุกวัน

การประยุกต์ใช้คลาวด์ในระดับองค์กรก็เช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้ว่า การดำเนินธุรกิจทุกวันนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น ด้วยเครือข่ายทั่วโลก และต้องตอบสนองต่อความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจให้เร็วกว่าเดิมด้วยความยืดหยุ่น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันที่แทบทุกองค์กรจะต้องมี และ อีกประการสำคัญคือ ต้องมีระบบที่สามารถให้ข้อมูลและให้บริการที่จำเป็นเพื่อใช้ประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วเท่าเทียมกัน ดังนั้น เทคโนโลยี Cloud Computing นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเลือกใช้เป็นระบบการบริหารจัดการระบบ IT ขององค์กรต่อไปในอนาคต เพราะการใช้ทรัพยากรบนคลาวด์มีความคล่องตัว และยืดหยุ่นกว่าการดำเนินการด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องลงทุนจำนวนมากและจ่ายค่าบริการตามที่ใช้ ยกเลิกการใช้งานได้ทุกเมื่อ ทำให้การทำงานหลายอย่างที่มีความไม่แน่นอนทางด้านเศรษฐกิจ หรืองานที่ทำเป็นโครงการและมีการกำหนดเวลา จึงเหมาะกับการใช้คลาวด์

flickr:8640240432

กล่าวโดยสรุปก็คือ ในการใช้คลาวด์ เราสามารถจะเลิกใช้เมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องผูกพันกับการเป็นเจ้าของอุปกรณ์ที่มีภาระสูง อีกทั้งงานบางอย่างมีการขยายความต้องการและลดขนาดตามความต้องการอยู่ตลอดเวลา เทคโนโลยีคลาวด์จึงเป็นทางเลือกที่ดี เพราะไม่ต้องลงทุนเรื่องสถานที่ติดตั้ง ค่าอุปกรณ์ และการดูแลรักษา อีกทั้งยังไม่ต้องลงทุนในเรื่องของเจ้าหน้าที่ซึ่งมีข้อผูกพันระยะยาว

flickr:8640240424

ในยุคของเทคโนโลยี Cloud Computing นั้น การใช้เทคโนโลยีแบบเดิม ๆ มักไม่ค่อยได้ผลเมื่อเทียบรูปแบบของคลาวด์กับรูปแบบไซโล ดังนั้น องค์กรต้องพิจารณานอกเหนือจากแพลทฟอร์มที่ใช้อยู่ในองค์กร โดยคำนึงถึงความสามารถในการใช้ประโยชน์ของแพลทฟอร์มคลาวด์ภายนอกด้วย และในขณะที่มีคลาวด์ในหลายรูปแบบ ระบบ Open Sources ก็มีบทบาทมากขึ้นในฐานะที่เป็นหนึ่งในแพลทฟอร์มคลาวด์ที่พัฒนาขึ้นมาด้วยเหตุผลในเรื่องของต้นทุนที่ลดต่ำลง และการเปิดกว้างที่นำมาซึ่งชุมชนขนาดใหญ่ที่จะมาร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมและแบ่งปันองค์ความรู้ระหว่างกัน
อย่างไรก็ดี เมื่อการจัดเก็บและการใช้ทรัพยากรอยู่ภายนอก จึงมีข้อกังวลอย่างมากในเรื่องของการดูแลรักษาความลับหรือการปกป้องความมั่นคงของข้อมูลบนคลาวด์ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจ การใช้งานคลาวด์คงต้องมีการปรับปรุงระบบเพื่อให้การป้องกันดูแลรักษาความปลอดภัยมีความน่าเชื่อสูงขึ้น อาทิ การจัดเก็บข้อมูลไว้ในคลาวด์ ข้อมูลที่จัดเก็บจะได้รับการเข้ารหัสไว้ หรือแม้แต่ขณะเคลื่อนย้ายข้อมูลกับคลาวด์ ระบบสื่อสารข้อมูลก็ต้องทำในช่องสื่อสารที่ปลอดภัยและมีการเข้ารหัสด้วยเช่นกัน ส่วนการใช้งานระดับองค์กรที่ใช้คลาวด์แบบโครงสร้างพื้นฐานและการประยุกต์บนแพลตฟอร์มที่ให้ บริการ ต้องมีการจัดวางระบบการเข้าถึง การตววจสอบสิทธิในการเรียกใช้งาน มีความเคร่งครัดในการจัดการเพื่อกำหนดผู้เกี่ยวข้องและผู้ใช้งานในระดับต่าง ๆ ดังนั้น การจัดการสิทธิในการเข้าถึงโปรแกรมและระบบสารสนเทศที่อยู่บนคลาวด์ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ

flickr:8639138189

โดยแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจหันมาให้ความสาคัญกับเทคโนโลยี CLOUD COMPUTING มีอยู่ด้วยกัน 5 ประการ คือ
➢ แนวโน้มของเว็บที่กลายเป็นสื่อกลางสำหรับการติดต่อสื่อสารของคนทั่วโลก
การนำเว็บแอพพลิเคชั่นรูปแบบต่างๆ มาประยุกต์ใช้งาน ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่างบุคลากรในองค์กร รวมทั้งเพื่อระดมความคิดของพนักงานผ่านระบบออนไลน์ในรูปแบบเรียลไทม์ โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปบริหารจัดการและวิเคราะห์สาหรับการนำไปใช้งานเพื่อประโยชน์ในเชิงธุรกิจต่อไป
➢ แนวโน้มความต้องการประหยัดพลังงาน
ด้วยแนวคิดของ Cloud Computing จะช่วยรวมทรัพยากรในระบบให้ทำงานและเกิดความคุ้มค่า รวมทั้งเกิดประโยชน์สูงสุดจากการใช้ทรัพยากรในระบบ อีกทั้งยังสร้างโอกาสให้องค์กรสามารถเพิ่มหรือลดขนาดการใช้งานของระบบได้
➢ ความต้องการสร้างสรรค์นวัตกรรมขององค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในแข่งขัน
ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม เราสามารถทำได้ด้วยการดึงคุณประโยชน์ของเทคโนโลยี Cloud Computing ซึ่งให้พลังการประมวลผลที่ดีกว่า แต่ใช้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กร
➢ ความต้องการใช้งาน IT ที่ง่ายและไม่ซับซ้อน
Cloud Computing เป็นการเสนอบริการทางด้านซอฟต์แวร์แบบ “จ่ายเท่าที่ใช้” (Software as a Service) เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งแก่ลูกค้าโดยเฉพาะองค์กรขนาดกลางหรือขนาดย่อม แทนรูปแบบการซื้อซอฟต์แวร์มาใช้โดยตรงแบบในอดีต อีกทั้งยังช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์จากการใช้ซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยอยู่เสมอ โดยไม่ต้องกังวลกับความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการบริหารจัดการและการอัพเกรดเวอร์ชั่นของซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เหมือนในอดีตที่ผ่านมา
➢ การจัดระเบียบข้อมูลให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
เทคโนโลยี Cloud Computing มีความสามารถในการจัดระเบียบสิ่งต่างๆ ให้เป็นระบบดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการบริหารจัดการและจัดเก็บข้อมูลในปริมาณมากและหลากหลายประเภทให้เป็นระบบ ซึ่งช่วยให้การค้นหาและเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ทำได้รวดเร็วและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น
จากแนวโน้มข้างต้นที่เกิดจากความสามารถและคุณประโยชน์อันมากมาย ถือได้ว่าเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่สาคัญแห่ง อนาคตที่รองรับการดำเนินงานในการประยุกต์ใช้ได้ทุกระดับตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับกลุ่มหรือโครงการ จนถึงระดับองค์กร ดังนั้น การเตรียมความพร้อมเพื่อ รองรับการใช้คลาวด์ตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นเรื่องที่ควรกระทำ อย่างน้อยก็ควรทำการศึกษาและสร้างความเข้าใจ แต่สำหรับในเชิงธุรกิจ เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง น่าจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง กล่าวคือ ธุรกิจใดก็ตามที่สามารถใช้โอกาสและสามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจของตนได้ก่อน ย่อมจะสร้างความได้เปรียบและโอกาสในการต่อยอดความสำเร็จทางธุรกิจขององค์กรได้ก่อนคู่แข่ง

flickr:8640240412

ที่มาของข่าว
http://www.newswit.com/it/2013-02-05/78cc4489b3a21f15cad0302b76b54c26/

แหล่งอ้างอิง
https://sites.google.com/site/korwten/home
http://www.bkk1.in.th/Topic.aspx?TopicID=983
http://javaboom.wordpress.com/2009/09/15/cloud_research_issues/
http://r68.wdfiles.com/local--files/scribebook3/Homework%20IS_Research%20cloud%20computing%20in%20Thailand%20business.pdf

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License