เรื่อง Ethernet Fabrics พื้นฐานสู่คลาวด์ /ชื่อ วีรภัทร ธาราวัชรศาสตร์ ID: 5510221009

**

โบรเคดแนะเทคโนโลยี Ethernet Fabrics พื้นฐานสู่คลาวด์

Posted on 29 January 2013 by pep

**

สุรศักดิ์ เหรียญประกายแสง ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัทโบรเดค ได้เปิดเผยทัศนะเกี่ยวกับเทคโนโลยี Ethernet Fabrics ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสู่ระบบคลาวด์ ที่สามารถปรับเพื่อรองรับการใช้งานในดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคตได้อย่างมีระบบ และกล่าวถึงอนาคตเน็ตเวิร์กแบนไร้เลเยอร์ ดังนี้

เมืองใหญ่แต่ละแห่ง ไม่ได้สร้างเสร็จแค่ชั่วข้ามวันข้ามคืน แต่ต้องทุ่มแรงเทใจวางผังและสร้างสมกันมายาวนานกว่าจะกลายเป็นตำนานความสำเร็จในที่สุดโลกเน็ตเวิร์กทุกวันนี้ ก็เช่นเดียวกัน ทุกองค์กรกำลังแสวงหาความสำเร็จจากการใช้คอมพิวเตอร์ระบบคลาวด์ และพยายามสร้างเน็ตเวิร์กใหม่ที่เล็กลงแต่ดีกว่าเดิม เรียบง่ายขึ้น แต่ทำงานได้เร็วกว่าเก่า ที่จะรองรับการใช้งานกับคลาวด์ต่อไป
แต่ที่หลายคนอาจมองข้ามไปก็คือ งานนี้ไม่มีทางลัดหรืออุปกรณ์วิเศษอื่นใดที่จะทำให้การใช้ระบบคลาวด์สำเร็จขึ้นมาได้ในชั่วข้ามวัน แต่ในทางกลับกัน เราจะต้องวางแผนกันให้ละเอียด และเดินหน้าไปทีละก้าวอย่างมั่นคงต่างหาก

**

Ethernet Fabrics – พื้นฐานสำคัญสู่ระบบคลาวด์

**

เทคโนโลยีนี้จะช่วยลดขั้นตอนที่แต่ละองค์กรไอทีจะย้ายการใช้งานสู่ระบบคลาวด์ โดย Ethernet fabrics ได้ปฏิวัติแนวคิดศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่หมด โดยแฟบริก Virtual Cluster Switching (VCS) ที่ช่วยรองรับการทำโหลดบาลานซ์ผ่านระบบอัตโนมัติ ตลอดจนการเชื่อมโยงการทำงานในแบบโลจิคัลระหว่างสวิตช์สองตัวในแฟบริกเน็ตเวิร์ก ผลก็คือมีเน็ตเวิร์กใหม่ที่ซับซ้อนน้อยลง เหมาะสำหรับงานแบบมัลติพาธและการใช้งานอัตโนมัติใน LAN ของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งแฟบริกที่ใช้งานจะช่วยให้มั่นใจได้เสมอว่าเน็ตเวิร์กจะทนทานต่อการใช้งานสูง ไม่ล่มง่าย มีอัตราการหน่วงสัญญาณที่ต่ำลงและพร้อมใช้งานสูง

**

ก้าวสู่เส้นทางใหม่แต่ไม่ทิ้งสิ่งเก่า

**

ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนมาใช้งาน Ethernet Fabrics จะต้องวางดีไซน์ LAN ในศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์กันใหม่ แต่ผู้บริหารเน็ตเวิร์กจะสามารถเบาใจได้ว่า ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องทิ้งโครงสร้างระบบ LAN ที่มีอยู่เดิมไปเสียทั้งหมด โดยเราสามารถค่อยๆ ปรับศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ไปสู่แบบใหม่ได้ในแบบค่อยเป็นค่อยไป
ในทัศนะของโบรเคดนี้ เราอยากแนะนำว่า ให้ค่อยๆ เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี Ethernet Fabric ในแบบเป็นขั้นเป็นตอนจะดีกว่า โดยเราจะปรับสถาปัตยกรรมระบบ LANs ในดาต้าเซ็นเตอร์เดิมให้เปลี่ยนเป็น VCS เพื่อให้สวิตช์ทุกตัวในเน็ตเวิร์กสามารถลิงก์กันได้อัตโนมัติและดูแลจัดการได้ทั้งระบบแบบเป็นหนึ่งเดียว ไม่ต้องมาคอยนั่งปรับแก้ตั้งค่าระบบแบบแมนนวลตลอดเวลา และเป็นเน็ตเวิร์กแบบแบน ที่เรียบง่าย เชื่อมโยงในแบบสื่อสารตรงได้กับทุกโหนดเพื่อสนับสนุนการย้ายเวอร์ช่วลแมชชีน (VM) และเน็ตเวิร์กแบบผสมผสานที่ดีขึ้น

**

แฟบริก VCS ทำงานในดาต้าเซ็นเตอร์แบบเก่าได้อย่างไร?

**

แฟบริก VCS ของเราจะทำมัลติพาธที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละเลเยอร์ของเน็ตเวิร์กในดาต้าเซ็นเตอร์แบบเก่า โดยในเลเยอร์ 1 เราสามารถทำโหลดบาลานซ์แบบอัตโนมัติข้ามระหว่างสองลิงก์หรือมากกว่า (สูงสุด 8 ลิงก์) ระหว่างสวิตช์สองตัว ส่วนในเลเยอร์ 2 เราจะใช้ระบบ Transparent Interconnection of Lots of Links หรือที่ย่อว่า TRILL และในอนาคตในไม่ช้า เราจะสามารถขยายการเชื่อมต่อไปสู่ Spanning Tree และท้ายสุดในเลเยอร์ 3 นั้น ถ้าผู้ใช้ตัองการที่จะวางเส้นทางทราฟฟิกออกไปจากแฟบริก และไปยังส่วนที่เหลือของเน็ตเวิร์ก เราก็อนุญาตให้สามารถใช้งานอินสแตนส์ของเส้นทางได้หลายจุดไปยังส่วนอื่นๆ ของเน็ตเวิร์กที่มีได้ในแบบที่เป็นหนึ่งเดียว ทำงานเหมือนเป็นเกตเวย์เดียว

แฟบริกจะเข้าแทนที่การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด ด้วยสถาปัตยกรรมการเชื่อมต่อหลายจุดที่ยืดหยุ่นกว่าและปรับขยายการใช้งานได้สะดวก รวมทั้งจะช่วยเพิ่มอัตราการส่งผ่านข้อมูลให้สูงขึ้นมาก ใช้งานได้หลากหลาย ลดการใช้งานอุปกรณ์เน็ตเวิร์กราคาแพง และการดูแลเน็ตเวิร์กที่ซ้ำซ้อนเปลืองแรงงาน นอกจากนี้แฟบริกของเรายังรองรับการใช้งานในอนาคตได้อย่างยาวนาน โดยสวิตช์ของเราที่นำไปติดตั้งในดาต้าเซ็นเตอร์ตอนนี้ ก็จะยังทำงานได้ดีกับตัวเน็ตเวิร์กที่ใช้ในอีกสิบปีข้างหน้าได้ด้วย

Ethernet-Fabric-Architecture-600x293.jpg

ภาพเปรียบเทียบสถาปัตยกรรม Ethernet แบบเดิม และ Ethernet Fabrics

**

เรื่องการใช้งาน SDN ?

**

ถ้าหากเป้าหมายของระบบแฟบริกคือการใช้งานเน็ตเวิร์กในแบบอัตโนมัติและการทำมัลติพาธ คำถามต่อไปที่พบบ่อยก็คือ จำเป็นต้องใช้ระบบ Software-defined Networking หรือ SDN ด้วยไหม และถ้าจำเป็นต้องใช้ จะนำไปใช้ในส่วนไหนของดาต้าเซ็นเตอร์ยุคหน้า?

เรื่อง SDN นี้ เราดูกันง่ายๆ ก็คือ การใช้งานตรงนี้ เราจะได้เปรียบโดยสามารถมีส่วนกำหนดควบคุมการทำงานของเน็ตเวิร์กได้โดยผ่านการใช้งานโปรโตคอล OpenFlow ซึ่งจะทำให้ลูกค้าผู้ใช้งานมีอิสระมากขึ้นในการปรับขยายและการทำงานร่วมกับระบบ VCS อีกด้วย

Bringing-programmability-to-the-network-600x277.png

ภาพเปรียบเทียบโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม และการนำ SDN บนมาตรฐาน OpenFlow มาใช้

**

สู่อนาคตเน็ตเวิร์กแบบไร้เลเยอร์

**

นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไอทีที่ระบบเน็ตเวิร์กแบบหลายเลเยอร์กำลังจะถูกลดบทบาทลง เพราะหลายบริษัทหลายองค์กรเริ่มมองเห็นคุณค่าที่เหนือกว่าในการใช้งานโครงสร้างเน็ตเวิร์กแบบผสมผสาน ใช้งานระบบเวอร์ช่วล เน้นเซอร์วิส และปรับขยายได้ โดยเน็ตเวิร์กแบบแบนไร้เลเยอร์นี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระงานดูแลระบบ และค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานกับตัวเน็ตเวิร์กด้วยโครงสร้างที่เรียบง่ายขึ้นและระบบอัตโนมัติ

ในการมุ่งสู่อนาคตใหม่นี้เราขอแนะให้ค่อยๆ ปรับลดเลเยอร์ของระบบเน็ตเวิร์กที่กำลังใช้งานอยู่อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อความประหยัดและไม่สูญเสียการใช้งานกับอุปกรณ์ที่ลงทุนไปแล้วเช่นกัน

**

บทวิเคราะห์

**

ปัจจุบันการใช้งานข้อมูลต่างๆในองค์กรมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นและมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งแต่ละบริษัทก็ต้องมีการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ลง Database ที่เป็น Server ของตนเองซึ่งระบบเดิมที่ใช้อยู่นั้นมีความซับซ้อนในการใช้งานรวมถึงการใช้งานที่ช้า ระบบล่มและยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงทั้งเรื่อง ค่าบำรุงรักษา, ค่าเจ้าหน้าที่ดูแลระบบ และขาดความยืดหยุ่นในการใช้งานระบบใหม่ๆในปัจจุบันที่ค่อนข้างจะมีขนาดของข้อมูลที่ใหญ่และต้องการความยืดหยุ่นสูง

โดยระบบ Ethernet fabric ปฏิวัติระบบเครือข่าย Layer 2 Ethernet เดิมโดยการยกเลิกการเข้าถึงและการรวมเลเยอร์เครือข่ายเพื่อสร้างเครือข่ายแบบ Mmultipath ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับสภาพแวดล้อมเสมือนจริง (Virtualized Environment) วิธีการช่วยให้ระบบเสมือน (Virtual Machine: VM) มีขีดความสามารถในการทำงานระหว่างการทำงานแบบโมบายล์ เพิ่มประโยชน์ใช้สอยของเครือข่าย สร้างเครือข่ายที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และลดความซับซ้อนในการจัดการเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์

และมีการคาดการว่าภายในสิ้นปีนี้ กว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณงานทั้งหมดในระบบไอทีจะทำงานบนระบบเสมือน และตัวเลขจะพุ่งสูงขึ้นเกินกว่าร้อยละ 70 ภายในสิ้นปี 2013

**

สรุปข้อดี – ข้อเสีย

**

ข้อดี

1. ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถพัฒนา Ethernet fabric ขึ้นใช้ได้จริงเป็นครั้งแรก โดย fabric เหล่านี้เป็นแบบ multipath และมีความยืดหยุ่น โดยใช้มาตรฐาน Transparent Interconnection of Lots of Links (TRILL) ของ IETF มาตรฐานของการเชื่อมโยง (TRILL) จะช่วยลดความจำเป็นในการใช้ Spanning Tree Protocol (STP) ที่ด้อยประสิทธิภาพ

2. มี control plane ที่กระจายอย่างทั่วถึง ทำให้สวิตช์แต่ละตัวกระจายคำสั่งได้ทั่วถึงโครงสร้างเครือข่ายทั้งหมด ลักษณะเครือข่าย VM และการกำหนดค่าจะโอนย้ายไปพร้อมกับ VM โดยอัตโนมัติ โดยใช้เทคโนโลยี Port Profiles (AMPP)

3. ลดความซับซ้อนของการจัดการการกำหนดค่าอย่างมาก โดยใช้ cluster เสมือนเป็น switch ตัวเดียว แนวทางการจัดการในลักษณะนี้ช่วยลดจำนวนขององค์ประกอบที่จะต้องถูกจัดการใน fabric ได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานและความซับซ้อน

"เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันมีขีดความสามารถไม่เพียงพอที่จะจัดการกับแอพลิเคชั่นใหม่ๆ และไม่ยืดหยุ่นพอสำหรับสภาพแวดล้อมที่การใช้แอพลิเคชั่นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องมีการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความล่าช้า และลดดาวน์ไทม์ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องออกแบบเป็นพิเศษเพื่อสนับสนุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้งานในลักษณะ virtualized และ cloud-optimized

ข้อเสีย

1.เทคโนโลยีนี้ยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งหรือลงทุนค่อนข้างสูง

2.เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดการทำงานของคนก็จริง แต่ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับการอบรบการใช้งานระบบในช่วงเริ่มต้นรวมถึงต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจการทำงานของระบบพอสมควร

3.อาจจะมีการต่อต้านหรือไม่ยอบรับกลับระบบใหม่ เนื่องจากคุ้นเคยและชำนาญกับระบบเก่ามากกว่า

**

แหล่งที่มาของข้อมูล

**

http://www.pctodaythailand.com/brocade-ethernet-fabrics-cloud/

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License