อี-กอฟเวิร์นเมนต์'ไทย'ปักหมุดบนแผนที่โลก
flickr:8702431890

ผลวิจัยวาเซดะชี้ "ไทย" ทำคะแนนตีเสมอประเทศพัฒนาแล้วอย่าง "ฝรั่งเศส" ด้วยคะแนน 69.49 คะแนน หรืออันดับที่ 20 จาก 55 ประเทศ

แม้โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยจะไม่โดดเด่นติดอันดับโลก แต่ความพยายามลงทุนและพัฒนาภายใต้ขีดจำกัดที่มีอยู่ตามสภาพของประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้หมายความว่า ระบบไอทีของประเทศจะล้าหลังเทรนด์โลกเสมอไป เพราะผลการจัดอันดับชิ้นล่าสุดพบว่า "ระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (อี-กอฟเวิร์นเมนต์)" หรือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการและให้บริการกับประชาชน ของไทยในปีนี้เริ่มมีที่ชื่อติดอันดับคุณภาพเทียบเท่าประเทศที่พัฒนาแล้วในโลก

สถาบันอี-กอฟเวิร์นเมนต์ แห่งมหาวิทยาลัยวาเซดะ ประเทศญี่ปุ่น เผยผลการจัดอันดับประจำปีที่ทำติดต่อกันมาเป็นครั้งที่ 9 ว่า พัฒนาการของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกที่ได้เลือกศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 55 ประเทศ รวมไทยในปีนี้ "สิงคโปร์" กลับขึ้นมารั้งแชมป์ด้วยคะแนนสูงสุด 94 คะแนนแซงหน้าประเทศพัฒนาแล้วในฝั่งยุโรปและตะวันตกอีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฟินแลนด์, สหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือแม้แต่ญี่ปุ่น

ที่น่าสนใจกว่าคือ อันดับของ "ไทย" ที่ทำคะแนนตีเสมอประเทศพัฒนาแล้วอย่าง "ฝรั่งเศส" ด้วยคะแนน 69.49 คะแนน หรืออยู่อันดับที่ 20 จากทั้งหมด 55 ประเทศที่หากเทียบคะแนนโดยรวมแล้วถือว่าศักยภาพของระบบอี-กอฟเวิร์นเมนต์ไทยสอบผ่านในระดับกลางๆ ค่อนไปทางดี และยังได้มาตรฐานดีกว่าประเทศเศรษฐกิจใหญ่อย่างจีนและอินเดียที่มีคะแนน 65.69 และ 62.77 ตามลำดับ ทั้งนี้เพราะคะแนนดังกล่าวถูกวัดด้วยดัชนีสำคัญ 7 รายการคือ ความพร้อมของเครือข่าย/โครงสร้างพื้นฐาน ที่วัดกันตั้งแต่จำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์ มือถือจนถึงผู้ใช้พีซี

ขณะเดียวกันก็ยังดูถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของหน่วยงานว่าทำให้ผู้ใช้ตระหนักรู้ถึงระบบมากน้อยเพียงใด จนถึงการหลอมรวมระหว่างระบบเก่า-ใหม่ และการจัดการด้านงบลงทุนระบบ รวมถึงแอพพลิเคชั่นย่อยๆ และตัวบทกฎหมายที่ควบคุมการใช้อี-กอฟเวิร์นเมนต์ เช่น กฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์, ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์, ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ และระบบบริการเกี่ยวกับประกันสังคมให้ประชาชน นอกจากนี้ยังดูถึงระดับช่องทางการสื่อสารบนหน้าโฮมเพจ ศักยภาพของผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีในภาครัฐ โปรโมชั่นส่งเสริมระบบอี-กอฟเวิร์นเมนต์ จนถึงระบบกลไกที่ทำให้อี-กอฟเวิร์นเมนต์ทำงานได้ประสบความสำเร็จ

ยก"สิงคโปร์"โมเดลสำเร็จ
อย่างไรก็ตามภาพรวมของผลการศึกษาดังกล่าวพบว่า ประเทศ 10 อันดับแรกที่มีคะแนนอี-กอฟเวิร์นเมนต์สูงยังคงเป็นประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้ว แต่ก็เป็นสัดส่วนของประเทศจากเอเชียถึง 40% โดย "สิงคโปร์" ยังคงรั้งอันดับหนึ่งได้อีกครั้งเพราะเป็นประเทศที่มีนโยบาย และแผนงานพัฒนาระบบอี-กอฟเวิร์นเมนต์ที่ชัดเจน

โดยในปีนี้พบว่า รัฐบาลสิงคโปร์วางแผนพัฒนาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านไฟเบอร์ให้ครอบคลุมครัวเรือนมากกว่า 95% ทั้งยังมีโครงการที่ให้ความสำคัญกับการให้บริการประชาชนและธุรกิจ ผ่าน "อี-ซิติเซ่น" โฉมใหม่และอัพเกรดบริการรัฐผ่านมือถือ การติดตั้งระบบอี-กอฟเวิร์นเมนต์ของรัฐบาลสิงคโปร์ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพสูง เหมาะจะเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับประเทศอื่นๆ เพราะปัจจัยสำคัญหลายประการซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การใช้ระบบบริหารแบบศูนย์กลางโดยเฉพาะการจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีที่รัฐบาลเป็นผู้จัดการทั้งหมดทำให้ควบคุมความปลอดภัยและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานทำได้ง่ายมากขึ้น

ส่วนประเทศในกลุ่มที่มีคะแนนระดับกลางๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาพบว่า "ไทย" เป็นหนึ่งในประเทศที่โดดเด่น ใกล้เคียงกับมาเลเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ เพราะเมื่อเทียบนโยบายและกลยุทธ์อี-กอฟเวิร์นเมนต์ของแต่ละประเทศกับปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก แปลไทยเป็นไทยก็คือ ปีนี้นโยบายที่มีอยู่ไม่ได้ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้แย่กว่าเดิม

ชี้เทรนด์อี-กอฟเวิร์นเมนต์
ผลสำรวจดังกล่าวยังชี้ให้เห็นเทรนด์ของการพัฒนาระบบอี-กอฟเวิร์นเมนต์ที่กำลังเกิดขึ้น โดยที่น่าจับตาคือ การใช้ "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" เพื่อให้บริการประมวลผลในรูปแบบ "บริการ" มากกว่าในรูปของ "สินค้า" ที่สามารถแชร์ทรัพยากร, ซอฟต์แวร์ และข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้ง่าย ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้กับการให้บริการระบบอี-กอฟเวิร์นเมนต์ได้ดี แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ การใช้คลาวด์ คอมพิวติ้งจะช่วยให้หน่วยงานควบคุมค่าใช้จ่ายด้านไอทีได้ดีขึ้นและเป็นการลงทุนตามการใช้งานจริง ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบ

นอกจากนี้กระแสการใช้อุปกรณ์ไอทีพกพา เช่น แทบเล็ตและสมาร์ทโฟน ยังทำให้เกิดเทรนด์ "โมบาย กอฟเวิร์นเมนต์ (m-Government)" ซึ่งก็คือ ส่วนต่อขยายของระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานได้บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ, โน้ตบุ๊ค และแทบเล็ต

ทั้งนี้แม้ "โมบิลิตี้" จะไม่ใช่การปฏิวัติทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ แต่สิ่งสำคัญคือ การที่ธุรกิจและภาครัฐสามารถให้บริการต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้ และทำให้ประชาชนหรือลูกค้ามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า ในขณะที่ "อี-กอฟเวิร์นเมนต์" เป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ แต่การมองไกลถึง "โมบาย กอฟเวิร์นเมนต์" หรือแทนที่จะให้บริการผ่านจอคอมพิวเตอร์แต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องให้บริการภาครัฐผ่านเทคโนโลยีเคลื่อนที่ได้เช่นเดียวกัน

"โซเชียลฯ" เข้าถึงประชาชน
ขณะที่เทรนด์ของรัฐบาลในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายแห่งเริ่มใช้ "โซเชียล มีเดีย" เป็นตัวเชื่อมต่อกับประชาชนหรือธุรกิจเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะอิทธิพลของเครือข่ายสังคมบนโลกออนไลน์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสารของผู้คนตั้งแต่ระดับองค์กร กลุ่มสังคมไปจนถึงระดับปัจเจกบุคคล ซึ่งทำให้รัฐบาลเริ่มมองช่องทางการสื่อสารดังกล่าวเพื่อใช้ติดต่อกับประชาชนโดยตรง และเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นผ่านสังคมบนเว็บเหล่านี้

อย่างไรก็ตามแนวโน้มของระบบอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ปริมาณข้อมูลมหาศาลที่ต้องอาศัยการจัดการอย่างเป็นระบบ รวมทั้งต้องโปร่งใสที่ประชาชนตรวจสอบข้อมูลได้ ตลอดจนระบบที่ต้องไว้วางใจได้ หรือให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและจะต้องมีแผนการกู้คืนระบบในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้อย่างทันท่วงที ซึ่งตัวอย่างมีให้เห็นกันทุกปีไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ทั่วโลก

แต่ทั้งนี้เมื่อเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว สิ่งที่จะมองข้ามไม่ได้นั่นคือ ความปลอดภัยของระบบที่จะต้องเข้มงวดมากในระดับหนึ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัวของประชากรในประเทศ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การเตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่และประชาชนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของระบบงานราชการที่กำลังจะก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มตัวในอนาคตอันใกล้ก่อนจะกลายเป็นคนตกยุคในที่สุด

บทวิเคราะห์
การที่รัฐบาลมีการพัฒนามีความพร้อมในการจัดการด้านข้อมูลแบบนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมากในประเทศไทยเอง เช่นในส่วนของการเช็คข้อมูลหรือประวัติของบุคคลใดบุคคลหนึ่งแบบออนไลน์ เพื่อดูว่ามีประวัติอาชญากรรมติดตัวมาหรือมีหมายจับหรือต้องคดีอะไรอยู่ ก็จะสามารถทำได้ทันทีในทุกๆสถานที่ แต่ก็ยังต้องพัฒนาต่อไปถึงการกระจายความทั่วถึงของเครือข่ายของอินเตอร์เนต ให้ครบทุกพื้นที่ทั่วไทย เนื่องจากตอนนี้ยังถือว่าเป็นอุปสรรคอีกอย่างหนึ่ง ที่บางพื้นที่ยังไม่สามารถรับสัญญาณได้อย่างทั่วถึง ทำให้ระบบการจัดเก็บข้อมูลออนไลน์นั้นยังคงเป็นสิ่งต้องพัฒนาต่อในปัจจุบัน

ในส่วนของความพร้อมของ E-Government แล้ว ประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมอยู่ในระดับหนึ่ง ในหลายปัจจัยที่พร้อมอยู่ เช่นในส่วนของการชำระภาษีอิเล็กทรอนิคส์ที่เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสถานที่ราชการ และในอีกบริการที่กำลังเริ่มอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็ในส่วนของระบบนั้นจะเป็นอย่างมากที่ต้องมีการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลที่ดีตามมาด้วย ถ้าเกิดมีการป้องกันข้อมูลที่ไม่ดีนั้น ย่อมจะเป็นช่องทางต่อผู้ที่ไม่หวังดีได้ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องในที่สุด

ในที่สุดแล้ว ระบบ E-Government ถือว่ามีประโยชน์อย่างมากในการจัดเก็บข้อมูล การให้บริการประชาชน รวมไปถึงการเข้าถึงประชาชนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำให้รัฐบาลสามารถ ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะทำให้มีการเข้าถึงข้อมูลที่ครอบคลุมและทั่วถึงมากขึ้นในอนาคต

โดย นายกฤศพรหม เหลืองภูมิยุทธ 5510221005
NIDA Business School, YMBA 34
แหล่งที่มา www.bangkokbiznews.com
วันที่ 17 เมษายน 2556

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20130417/500145/%E0%B8%AD%E0%B8%B5-%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81.html

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License