เปรียบมวย 3 สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ไฮเอนด์
flickr:8697426875

เดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ถือเป็นเวลาสำคัญของวงการแอนดรอยด์โฟนในประเทศไทย เนื่องมาจากสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์รุ่นแฟลกชิป ของ 2 ค่ายดังที่มีเทคโนโลยีเด็ดอยู่ในกำมืออย่างซัมซุง และ เอชทีซี จะเริ่มวางจำหน่ายกันแล้ว ส่วนโซนีที่ปล่อยไม้เด็ดมารับช่วงสงกรานต์ก็ยังติดลมบนอยู่ในตลาดนี้เช่นเดียวกัน

เมื่อในตลาดสมาร์ทโฟน เริ่มมีทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่ติดตามความเคลื่อนไหวของสมาร์ทโฟนรุ่นเด็ดเหล่านี้มากขึ้น ประกอบกับการวางราคาเปิดตัวที่ใกล้เคียงกันของเครื่องทั้ง 3 รุ่น อย่าง Samsung Galaxy S4 และ HTC One ที่ 21,900 บาท และ Sony Xperia Z ที่ 20,990 บาท ย่อมก่อให้เกิดความสงสัยว่าแต่ละรุ่นมีจุดขายอยู่ที่อะไร และควรจะเลือกรุ่นไหนที่เหมาะกับการใช้งานมากที่สุด

กระแสตอบรับของเครื่องรุ่นที่วางจำหน่ายมาสักพักหนึ่งแล้วอย่าง Sony Xperia Z ที่ทำยอดจำหน่ายไปได้เกือบ 5 ล้านเครื่อง ในระยะเวลา 40 วัน ถือว่าได้รับความนิยมเกินคาด เพราะถ้ามองย้อนกลับไปยังแอนดรอยด์โฟนรุ่นท็อปที่สามารถทำยอดจำหน่ายได้ถึง 5 ล้านเครื่อง ในช่วงแรกหลังจากการเปิดตัวไป คือ Samsung Galaxy Note 2 ก็ยังใช้เวลากว่า 2 เดือน

แต่ที่มาแรงกว่านั้นคือ เจ้าพ่อแอนดรอยด์โฟนในปัจจุบันอย่างซัมซุง ที่เตรียมทยอยวางจำหน่าย Samsung Galaxy S4 ในช่วงเดือนพฤษภาคมนั้น กลับตั้งเป้าขายให้ได้ 10 ล้านเครื่อง ภายในระยะเวลา 1 เดือน พร้อมกับตั้งเป้ารวมของการจำหน่าย Galaxy S4 ไว้ที่ 100 ล้านเครื่อง

ตรงกันข้ามกับ HTC One ที่แม้จะทยอยวางจำหน่ายไปแล้วในหลายประเทศ กลับมีปริมาณเครื่องที่จำหน่ายออกไปได้น้อยกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากมีปัญหาในแง่ของการผลิตจากตัวชิ้นส่วนของเลนส์กล้องชนิดใหม่ที่คิดค้นขึ้นส่งผลให้ในช่วงเดือนมีนาคม ขายออกไปได้เพียง 3 แสนเครื่อง ส่วนในเดือนเมษายนมีเครื่องที่พร้อมจำหน่ายเพียง 1.2 ล้านเครื่อง และอีก 2 ล้านเครื่องในเดือนพฤษภาคม แม้ว่าจะมีความต้องการในตลาดสูงมากก็ตามที

สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงเอชทีซีในการที่ไม่สามารถผลิตสินค้าออกมาจำหน่ายได้ทันนั้น ทำให้ผลประกอบการในช่วงไตรมาสแรกลดลงไปกว่า 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามเอชทีซีคาดการณ์ว่าเมื่อสามารถผลิตสินค้าได้ตามแผนที่วางไว้จะช่วยให้ในไตรมาส 2 มีผลประกอบการเพิ่มขึ้นกว่า 50%

มองย้อนกลับมาดูตลาดในประเทศไทยทางซัมซุง ได้มีการประกาศวันจำหน่าย Galaxy S4 อย่างเป็นทางการออกมาแล้วว่าจะเริ่มทยอยจำหน่ายที่ ซัมซุงแบรนด์ช้อป เอไอเอส และเทเลวิซ ในวันที่ 3 พฤษภาคม ก่อนจะกระจายไปยังร้านค้าต่างๆเพิ่มเติม มีให้เลือกสองสีคือ White Frost และ Black Mist พร้อม Accessories ฝาพับ 7 สี ราคา 990 บาท

ส่วนเอชทีซี จะเริ่มทยอยวางจำหน่าย HTC One ในช่วงวันที่ 10 พฤษภาคม เพียงแต่สินค้าที่เข้ามาในล็อตแรกนั้นอยู่ในหลักแค่ร้อยเครื่องเท่านั้น ส่วนล็อตต่อไปที่จะทยอยเข้ามาก็ต้องรอไปจนถึงช่วงเดือนมิถุนายนกันเลยทีเดียว

กลับมาในส่วนของความโดดเด่นของตัวเครื่องแต่ละรุ่น เริ่มกันจาก Xperia Z ที่ชูจุดเด่นมาในเรื่องของระบบกันฝุ่นกันน้ำ (มาตรฐาน IP55 / IP57) เป็นจุดหลัก เสริมด้วยการนำเทคโนโลยีของโซนี อย่างเช่น Bravia Engine 2 มาช่วยในการแสดงผลภาพ และ Exmor RS มาเพิ่มคุณภาพในการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอให้มีความคมชัดในทุกสภาพแสง

ส่วนแบรนด์ที่จะวางจำหน่ายตามมาอย่าง Galaxy S4 นั้น นอกจากจะโดดเด่นในแง่ของฮาร์ดแวร์ที่ใช้ ทั้งหน่วยประมวลผลแบบ OctaCore ที่รวมหน่วยประมวลผลแบบ Quad-Core เข้ามาไว้รวมกัน และเลือกให้ซีพียูทำงานให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งาน ทำให้นอกจากจะได้ประสิทธิภาพสูงแล้ว ก็ช่วยประหยัดพลังงานไปในตัว

ขณะที่ในส่วนของฟีเจอร์ ก็ต้องยอมรับว่าสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงของซัมซุง มักจะมากับฟีเจอร์ที่มีไว้โชว์ความสามารถใหม่ๆของโทรศัพท์ ใน Galaxy S4 เพียงแต่ถ้ามองไปถึงในแง่ของการใช้งานจริง ฟีเจอร์อย่างการสั่งงานด้วยการปาดมือไปมา เอานิ้วจ่อๆให้แสดงผล หรือเอียงเครื่องให้หน้าจอขยับ ก็คงไม่ค่อยจำเป็นกับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากนัก เหมือนประเภทเท่ห์แต่กินไม่ได้

แต่อย่างไรก็ตามในงานเปิดตัว Galaxy S4 ที่ดูไบ ทางผู้บริหารของซัมซุง ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมออกมาว่า ในอนาคตอันใกล้จะมีการพัฒนาตัว Galaxy S4 ให้มีความสามารถในการกันน้ำ กันฝุ่นเพิ่มเติม ออกมาวางจำหน่ายกันด้วย

ส่วนรุ่นที่จะวางจำหน่ายช้ากว่าใครเพื่อนอย่าง HTC One จุดเด่นหลักๆคงหนีไม่พ้นในแง่ของระบบพลังเสียงอย่าง 'บูมซาวน์' ที่ยกลำโพงมาไว้ข้างหน้าจอ ผสานกับเทคโนโลยีของ Beast Audio และ ความสามารถของกล้องบนเทคโนโลยีใหม่ที่เอชทีซีเรียกว่า 'อัลตร้าพิกเซล' ที่ใช้เซ็นเซอร์กล้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และให้ความละเอียดภาพหนาแน่นขึ้น

เมื่อมองกันไปถึงแต่ละจุดเด่นของแต่ละรุ่นแล้ว ก็จะพบว่าในส่วนของโซนี และ เอชทีซี ยังเน้นไปที่การพัฒนาด้านความสามารถของฮาร์ดแวร์มากกว่า ส่วนซัมซุงจะเน้นไปที่ลูกเล่นภายในของสมาร์ทโฟนที่เพิ่มเติมจากแอนดรอยด์รุ่นอื่นๆ เพียงแต่ต้องรอดูกันต่อไปว่าในการใช้งานจริงฟีเจอร์เหล่านั้นจะถูกเปิดมาใช้งานมากน้อยแค่ไหน

ถ้ามองในแง่ของการออกแบบ ตัวเครื่องทั้ง 3 รุ่น ถือว่ามีเอกลักษณ์ในแง่การดีไซน์เป็นของแต่ละแบรนด์อย่างเด่นชัด จุดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคงหนีไม่พ้นในเรื่องของวัสดุที่นำมาใช้ผลิต ซึ่งรุ่นที่ดูแล้วมั่นคงแข็งแรงที่สุดคงหนีไม่พ้นHTC One ที่ตัวเครื่องทำจากอะลูมิเนียมแบบยูนิบอดี้ไร้รอยต่อ

ถัดมาก็จะเป็น Galaxy S4 ที่ใช้โพลีคาร์โบเนต ให้ความยืดหยุ่นสูงน้ำหนักเบา ส่วน Xperia Z ด้วยความที่ใช้กระจก 2 แผ่นมาประกอบไว้ทั้งหน้าหลัง แม้จะเป็นกระจกที่ใช้เทคโนโลยีอย่างดราก้อน เทล หรือ กอลิล่า กลาส ก็มีความเสี่ยงที่จะแตกได้ทั้งนั้น

ส่วนจุดที่ทั้ง 3 เครื่องมีเหมือนกันก็คือเรื่องของความละเอียดหน้าจอที่เป็นแบบ 1920 x 1080 พิกเซล หรือ Full HD ที่ให้ความละเอียดของการแสดงผลที่คมชัดมากขึ้น แต่ด้วยความที่ One มีขนาดหน้าจอเล็กกว่าอีก 2 รุ่น ส่งผลให้ความหนาแน่นของเม็ดสีมากที่สุด เมื่อนำมาเทียบกันแล้วจึงดูว่าจอให้ความคมชัดมากที่สุด

แบตเตอรี ถือเป็นอีก 1 จุดที่ผู้บริโภคควรให้ความสนใจ เพราะปัจจุบันเป็นที่รู้กันว่าสมาร์ทโฟนยิ่งไฮเอนด์มากเท่าใด ก็ใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นถ้ามีการใช้งานแบบต่อเนื่อง ไม่นับช่วงเวลาในการเปิดสแตนบายทิ้งไว้

โดยทั้ง One และ Xperia Z ที่มีขนาดแบตเตอรีใกล้เคียงกันนั้น จะมาพร้อมกับระบบประหยัดพลังาน ที่จอคอยควบคุมการทำงานของซีพียู ระบบการเชื่อมต่อ ระยะเวลาการเปิดหน้าจอ เพื่อช่วยยืดระยะเวลาการใช้งาน ขณะที่ Galaxy S4 ยังไม่มีการเพิ่มระบบดังกล่าวเข้ามาช่วยแต่ก็ให้แบตเตอรีที่มีขนาดใหญ่กว่าอีก 2 รุ่นที่เหลือ

ข้อมูลต่างๆเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลเบื้องต้นประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์สักเครื่องในช่วงเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ รับกับการเปิดตัว 3G บนคลื่น 2.1 GHz ของผู้ให้บริการเครือข่าย ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการใช้งานสมาร์ทโฟนให้คล่องตัวมากขึ้น

***สมาร์ทโฟนรุ่นเด่นปรับราคาก็น่าจับตา

นอกจากในกลุ่มของสมาร์ทโฟนระดับ 2 หมื่นบาทที่กำลังจะเข้ามาวางจำหน่ายนั้น ก็ยังมีเครื่องในระดับราคาหมื่นปลายๆอีกหลายรุ่นที่น่าจับตา เพราะเพิ่งมีการปรับราคาลดลงมา แต่สเปกและความสามารถของเครื่องก็ไม่ได้ขี้เหร่กว่ารุ่นแฟลกชิปที่เข้ามาวางจำหน่ายใหม่มากนัก

เริ่มกันที่ทางอดีตผู้ยิ่งใหญ่ในตลาดโทรศัพท์มือถืออย่างโนเกีย ก็เพิ่งมีการปรับราคา Lumia 920 แฟลกชิปวินโดวส์ โฟน 8 ที่มาพร้อมกับความโดดเด่นในแง่ของการถ่ายภาพ ด้วยเทคโนโลยี PureView ที่โนเกียคิดค้นขึ้น ลงมาเหลือ 18,900 บาท

ส่วนเอชทีซี ก็มีการปรับราคา HTC Butterfly ที่นำเข้ามาจำหน่ายขัดตาทัพในช่วงต้นปีลงเหลือ 19,900 บาท ซึ่งสเปกของตัวเครื่องก็อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับ One เทียบจากความละเอียดหน้าจอ เพียงแต่ขาดความโดดเด่นในแง่ของวัสดุ และระบบกล้องอย่างอัลตร้าพิกเซล

ทางฝั่งของแอลจี แม้ว่าจะเพิ่งมีการเปิดตัวและวางจำหน่าย Optimus G ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ราคา 19,900 บาท ล่าสุดก็ได้ปรับราคาลงมาเหลือ 17,900 บาท ซึ่งถ้ามองที่ประสิทธิภาพของตัวเครื่องโดยรวมแล้วก็น่าสนใจ จะขาดก็เพียงความละเอียดของหน้าจอที่ยังเป็น 720p อยู่

ยังไม่นับรวมกับแบรนด์ม้ามืดอย่าง OPPO ที่เริ่มวางจำหน่าย Fine 5 ในราคา 15,990 บาท และแบรนด์ไทยอย่าง ไอ-โมบาย ที่มียอดขาย IQ6 ที่ผลิตเข้ามาเท่าไหร่ก็ไม่พอจำหน่าย ในระดับราคา 8,490 บาท ให้เลือกใช้งานกัน

ที่มา : http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000049948

วิเคราะห์ข่าว
ปัจจุบันเทคโนโลยีของโลกได้ก้าวไกลไปมาก ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วโลกและมีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารที่นิยมกันมากก็คือ โทรศัพท์มือถือ และก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่าเกือบจะทุกคนบนโลกใบนี้ที่มีกำลังซื้อนั้นมีโทรศัพท์มือถือกันทุกคน ทำให้มีผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือเพิ่มมากขึ้นและมีการแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองเพื่อออกสู่ตลาดให้เป็นที่รู้จักกันต่อไป

Smart Phone เป็น โทรศัพท์มือถือที่ได้มีการพัฒนาขึ้นมาให้สามารถรองรับระบบต่างๆได้ เสมือนยกเอาคุณสมบัติที่ PDA และคอมพิวเตอร์มาไว้ในโทรศัพท์ เช่น iOS (ที่ลงในมือถือรุ่น Iphone) ,BlackBerry OS, Android OS Windows phone 7 และ Symbian Os (Nokia) เป็นต้น ซึ่งทำให้ สมาร์ทโฟน สามารถลงโปแกรมเพิ่มเติม (Application) ได้และเป็นการตอบรับความสะดวกสบายของผู้ใช้งานได้อย่างดีทีเดียว แต่การที่ผู้ผลิตยังคงพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆมานำเสนออยู่เรื่อยๆ ทำให้ระยะการเติบโตของผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นค่อนข้างที่จะสั้น

วิเคราะห์ SWOT
จากการที่จะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของแอนดรอยด์โฟนในประเทศไทยซึ่งแต่ละค่ายก็ถือว่าผลิตสินค้าของตนออกมามีลักษณะที่โดดเด่นตามแนวทางของแบรนด์ตัวเอง นอกจากนั้นแล้วชื่อเสียงของแบรนด์ยังค่อนข้างมีผลกระทบต่อยอดขาย ดังนั้นเราจะมาดู SWOT ของแต่ละแบรนด์กัน ดังนี้

SWOT Samsung HTC Sony
จุดแข็ง ผลิตภัณฑ์กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายและมีการพัฒนาสิ่งใหม่ๆให้เห็นอย่างต่อเนื่อง มีการจับมือกับทาง Microsoft ซึ่งเป็นผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ทาง Software ประกอบกับทางบริษัทเองก็มีความสามารถในการออกแบบและผลิต ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพที่สูงตามไปด้วย เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและมีความหลากหลายในผลิตภัณฑ์
จุดอ่อน เป็นผู้นำในการสร้างสรรค์และการผลิต Hardware แต่ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีทางด้าน Software จากที่อื่น และปัญหาทางด้านราคาที่สูงอาจทำให้ผู้ที่ต้องการใช้งานอาจจะมีกำลังซื้อไม่พอ มีการประชาสัมพันธ์สินค้าไม่ดี ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้และไม่เป็นที่รู้จักมากพอ มีการทำการตลาดไม่ดี กิจกรรมส่งเสริมการขายน้อยและมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ
โอกาส การเป็นสปอร์นเซอร์ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2012 ที่ลอนดอน และเป็นสปอร์นเซอร์ให้กับทีมสโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่ในอังกฤษ ทำให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้น ประกอบกับการมีสถานะทางการเงินที่มั่นคง ทำให้มีโอกาสที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มยอดขายได้ในอนาคต ตลาดสมาร์ทโฟนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง HTC สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและทำการตลาดเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้ มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีแผนขยายสายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มมือถือราคาประหยัด เพื่อทำเติมเต็มสายผลิตภัณฑ์โซนี่ให้ครอบคลุมทุกระดับ
ความเสี่ยง การแข่งขันทางการตลาดค่อนข้างสูงซึ่งแต่ละค่ายพยายามที่จะพัฒนาคุณภาพและเทคโนโลยีมาสร้างความได้เปรียบกันอยู่เสมอ การแข่งขันที่สูงประกอบกับการที่คู่แข่งต่างก็พัฒนาเทคโนโลยีของตน ซึ่งจะทำให้มีการแข่งขันทางด้านราคาอย่างรุนแรง การผลิตสินค้าออกมาจำหน่ายยังไม่เพียงพออาจจะทำให้คู่แข่งแย่งส่วนแบ่งการตลาดไปได้ นอกจากนี้การแข่งขันที่สูง โดยเฉพาะด้านราคานั้น ทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจในการต่อรอง

สรุป
การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของแต่ละค่ายผู้ผลิตนั้นย่อมมีจุดเด่นหรือมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาสนใจในผลิตภัณฑ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของตนได้เร็วและล้ำหน้ากว่ากัน นอกจากนี้ความมีชื่อเสียงในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยี การออกแบบผลิตภัณฑ์ การตลาด และการบริการหลังการขาย ทุกสิ่งนี้ก็ยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการเติบโตเพื่อเป็นผู้นำทางการตลาดในอนาคต

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License