IT REPORT 2_จัดการ คลาว ให้ดีมีชัยยิ่งกว่า ชาญวิทย์ เกษตรภิบาล_ ID5510220007

จัดการ"คลาวด์"ให้ดีมีชัยยิ่งกว่า
เรื่องของคลาวด์คอมพิวติง เป็นเรื่องที่ทุกคนตระหนักรู้และรับทราบดีแล้วว่าเป็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่าองค์กรต่างๆ หรือแม้แต่ผู้ใช้ธรรมดาต้องมุ่งหน้าไป ถ้าใครที่ไม่รู้จักคลาวด์ถือว่าตกขบวนเทคโนโลยีอย่างแรง ต้องเร่งมือหาข้อมูลกันแล้ว เพราะตอนนี้องค์กรต่างๆ จะไม่พูดถึงแค่คลาวด์เท่านั้น แต่ต้องก้าวต่อไปถึงการจัดการคลาวด์ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ต่อไปคลาวด์จะเหมือนกับการสมัครใช้อีเมล ลองคิดว่าถ้าเราจะสมัครใช้งานฟรีอีเมล เปิดอินเทอร์เน็ตลงทะเบียนแล้วสามารถใช้งานได้ทันทีภายในไม่กี่นาที ต่อไปคลาวด์จะต้องเป็นแบบนี้เช่นกัน

ชวพล จริยาวิโรจน์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน บริษัท วีเอ็มแวร์ ผู้ให้บริการระบบจัดการคลาวด์คอมพิวติง เปิดเผยว่า ทุกวันนี้องค์กรที่มีคลาวด์อยู่แล้วสามารถเปิดใช้งานได้ภายในเวลาระดับชั่วโมง อาจจะมีความต้องการวันนี้และมีคลาวด์ให้พร้อมใช้งานภายในช่วงเย็นหรือเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งปกติถือว่าเร็วมากแล้ว แต่แท้จริงยังสามารถทำให้เร็วขึ้นกว่านั้นได้อีก
ในดาตาเซ็นเตอร์ จะมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์, สตอเรจ, เน็ตเวิร์กกิ้ง, ระบบซีเคียวริตี้ และระบบการจัดการ ปัจจุบันเครื่องเซิร์ฟเวอร์เป็นระบบเวอร์ชวลไลเซชันเพื่อเป็นคลาวด์แล้ว แต่ส่วนอื่นๆ ยังก้าวไปไม่ถึง จึงทำให้ระบบการทำงานยังช้าอยู่ แต่ต่อไปทุกอย่างจะขยับมาเป็นเวอร์ชวลไลเซชันทั้งหมด และสุดท้ายจะกลายเป็นคลาวด์คอมพิวติงโดยสมบูรณ์ เป็นการดึงทุกอย่างมารวมกันแล้วบริหารจัดการโดยซอฟต์แวร์ เหมือนกับการเล่นเกมออนไลน์ ตัวเกมทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ ผู้เล่นสามารถเล่นเกมผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องมีเครื่องเกมอยู่ เรียกว่าเทคโนโลยีผลักดันตลาดและตลาดผลักดันให้มีการเปลี่ยนอุปกรณ์ในวงการไอทีต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา ที่ผ่านมา 10 ปี อาจจะต่อต้าน อาจจะชะลอการเปลี่ยนแปลง ช่วงแรกยังไม่มีใครขยับไปคลาวด์ เพราะยังกังวลเรื่องการทำเวอร์ชวลไลเซชัน แต่ตอนนี้เซิร์ฟเวอร์ทำได้แล้ว และเทคโนโลยีได้พิสูจน์ว่าสามารถทำเวอร์ชวลไลเซชันได้ทั้งดาตาเซ็นเตอร์ นี่คือหนทางไปสู่คลาวด์เต็มรูปแบบ
“เหมือนธุรกิจกล้องฟิล์มที่วันหนึ่งเมื่อระบบดิจิตอลมาถึง ฟิล์มก็ลดบทบาทลงจนหายไปจากตลาด ผู้ประกอบการบางรายที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็หายไปจากตลาด แต่บางราย เช่น ฟูจิฟิล์ม สามารถรับมือได้ทันและเอาตัวรอดจนยังสามารถอยู่ในตลาดได้ บางช่วงรายได้องค์กรอาจต้องลดลง คนอาจต้องว่างงาน แต่นั่นคือความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างปฏิเสธและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นการสร้างลูกค้าใหม่และรักษาลูกค้าเดิมไปพร้อมๆ กัน สตอเรจจะไม่ใช่แค่ถังใส่ข้อมูล เน็ตเวิร์กกิ้งจะไม่ใช่แค่อุปกรณ์เชื่อมต่อ แต่ต้องเป็นมากกว่านั้น”ชวพล กล่าว
สำหรับวีเอ็มแวร์ ซึ่งเน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์มาตลอด และได้ผลักดันการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อบริหารจัดการระบบคลาวด์ที่เป็นมาตรฐานระบบเปิด นั่นคือซอฟต์แวร์ ดีไฟน์ ดาตาเซ็นเตอร์ ที่สามารถจัดการดาตาเซ็นเตอร์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใดก็ตาม เท่ากับว่า วีเอ็มแวร์เป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ทุกราย และต้องการชี้ให้เห็นแนวโน้มเทคโนโลยีว่าคลาวด์สามารถตอบความต้องการได้ครบตั้งแต่ต้องการแล้วมีให้ใช้ทันที (On Demand) นำทรัพยากรที่มีมาแชร์ร่วมกัน (Resource Pooling) มีความยืดหยุ่นเพิ่มได้ลดได้ และจ่ายเท่าที่ใช้จริง
นอกจากนี้ยังต้องสามารถใช้งานได้ทุกที่ (Mobility) มีมาตรฐานเดียวกันใช้ร่วมกันได้หมดทุกแบรนด์ ตอบสนองได้รวดเร็ว และประหยัดต้นทุน เพราะตัดเป็นค่าใช้จ่ายไม่มีต้นทุนเพิ่มขึ้น
ชวพล กล่าวต่อไปว่า ภาพที่จะเห็นต่อไปหลังจากการทำเวอร์ชวลไลเซชันในแต่ละระบบแล้ว จะต้องเห็นการสร้างระบบรักษาความปลอดภัยในระบบเวอร์ชวลไลเซชันด้วย ซึ่งไทยเริ่มมาถึงจุดนี้ประมาณ 50% แล้ว ต่อไปจะเห็นการจัดการไอที บริการจัดการคลาวด์คอมพิวติงมากขึ้น ซึ่งส่วนนี้ต้องมีซอฟต์แวร์ ดีไฟน์ ดาตาเซ็นเตอร์มาบริหารจัดการ และพัฒนาสู่ไปรเวตคลาวด์ในที่สุด ซึ่งกลุ่มโทรคมนาคมและผู้ให้บริการดาตาเซ็นเตอร์จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่มีการใช้งาน และจะเป็นกระบวนการทำงานคลาวด์แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม
ตัวอย่างผู้ใช้ในประเทศไทยที่พิสูจน์การทำงานของคลาวด์ได้ชัดเจนคือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้ระบบคลาวด์เพื่อบริหารจัดการวอลุมการซื้อขายในแต่ละวัน ซึ่งอาจจะมากหรือน้อย มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นจึงทำดาตาเซ็นเตอร์เป็นไปรเวตคลาวด์ เพื่อรองรับการเติบโตหรือชะลอตัวในแต่ละช่วงเวลา มีความยืดหยุ่นกว่าระบบเดิมสูงมาก เพราะหากมีความต้องการก็ใช้ได้ทันที แต่พอไม่มีความต้องการก็เลิกใช้ได้เช่นกัน เมื่อตลาดหลักทรัพย์เป็นรายใหญ่รายแรกที่มีการใช้งาน ต่อไปกลุ่มองค์กรอื่นๆ ก็จะตามมา
ภาพคลาวด์คอมพิวติงจะทำให้อุตสาหกรรมไอทีชัดเจนขึ้น ทุกอย่างจะเป็นอิสระจากกัน ไม่ยึดติดกับทางกายภาพ ดาตาเซ็นเตอร์เพียงแห่งเดียวอาจจะมีเวอร์ชวลดาตาเซ็นเตอร์ภายในอีกจำนวนมาก การใช้งานจะแพร่หลายอย่างคาดไม่ถึงในเวลาอีกไม่นานนัก
ที่มา :: หนังสือพิมพ์ โพสทูเดย์ ประจำวันที่ 17 เมษายน 2556
http://www.posttoday.com/%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C/216609/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B9%8C-%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2

บทวิเคราะห์
Virtualization & Cloud Computing
เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการดำเนินธุรกิจปัจจุบัน แต่มีเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง 2 ตัว คือ เทคโนโลยีการจำลองระบบหรือระบบเสมือนจริง (Virtualization Technology) และการให้บริการประมวลผลหรือแอพลิเคชั่น (Cloud Computing)
การทำ Virtualization แบ่งออกเป็น 2 แบบ
1. โดยการแบ่งย่อยทรัพยากรโดยเฉพาะบนฮาร์ดแวร์ขนาดใหญ่ให้เป็นอุปกรณ์เสมือนขนาดเล็ก ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การรวมศูนย์การทำงานของระบบเซิร์ฟเวอร์ (Server Consolidation) แล้วนำมาติดตั้งบนเครื่องเสมือน (Virtual Machine) หลายๆ เครื่อง โดยใช้เครื่องหลักหนึ่งเครื่องที่มีสมรรถนะของเครื่องสูง ทำให้ประหยัดต้นทุนในแง่ของฮาร์ดแวร์ ลดจำนวนอุปกรณ์ให้น้อยลง ใช้พลังงานและพื้นที่น้อยลง
2. โดยการนำอุปกรณ์เล็กๆ มาช่วยกันทำงานเสมือนเป็นฮาร์ดแวร์ใหญ่ตัวหนึ่ง เช่น การทำกริด คอมพิวติ้ง (Grid Computing) หรือการทำ High performance Computing เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยกันประมวลผลของลักษณะงานที่ต้องการศักยพภาพในการประมวลผลสูงมาก ๆ ร่นระยะเวลาในการทำงานให้น้อยลง
การให้บริการประมวลผลแบบคลาวด์ (CLOUD COMPUTING)
ในขณะที่แนวโน้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน รวมทั้งเนื้อหาหรือข้อมูลบนเว็บไซต์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีผู้ใช้งานมากมาย และสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้เกิดแนวคิดเรื่องการให้บริการการประมวลผลบนอินเทอร์เน็ต (Cloud Computing หรือคลาวด์ คอมพิวติ้ง) ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางด้านดาต้าเซ็นเตอร์รูปแบบใหม่แห่งอนาคต เกิดจากแนวคิดการให้บริการโดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ทำงานเชื่อมโยงกัน โดยมีเซิร์ฟเวอร์มากมายทำงานสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้บริการแอพพลิเคชั่นต่างๆ มีข้อดีคือลดความซับซ้อนยุ่งยากของผู้ต้องการใช้บริการ อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่าย เพราะคลาวด์ คอมพิวติ้ง ทำงานผ่านเทคโนโลยีเสมือน (Virtualization) ระบบจึงไม่ได้ถูกจำกัดในเรื่องของสมรรถนะและขีดความสามารถของการใช้ระบบประมวลผลจากระบบต่าง ๆ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น WebEx เป็น website ที่ให้บริการการประชุมผ่านอินเทอร์เน็ต Web Conferencing, Online Meetings ผู้ใช้งานอาจอยู่ในห้องเดียวกัน หรือห่างไกลกันคนละซีกโลกก็ได้
ในอดีตหากเราต้องการทำงานจากคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมต่างกัน เราต้องย้ายการทำงานจากคอมพิวเตอร์นึง ไปอีกคอมพิวเตอร์นึง แต่ปัจจุบันเราสามารถทำงานจากเครื่องคอมพิวเตอร์เดียวกันได้ ซึ่งมีซอฟเวอร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งสองได้ เราเรียกการทำงานนี้ว่า คอมพิวเตอร์เสมือน (Virtual) หรืออาจเรียกได้ว่ามีคอนเทรนเนอร์(Virtual container)หลายๆอันที่ใช้ฮาร์ดแวร์ร่วมกันชุดเดียว นี่หมายความว่าคอมพิวเตอร์จะสามารถใช้ฮาร์ดแวร์ชุดเดียว แต่มีคอนเทนเนอร์หลายอัน เพื่อรองรับความต้องการที่ต่างกันออกไปได้ ควบคุมโดยไอทีโดยตรงเพื่อการทำงานโดยเฉพาะ ซึ่งคอนเทนเนอร์นี้จะเก็บทั้งเอกสาร ข้อมูล และซอฟท์แวร์ต่างๆของบริษัท ซึ่งผู้ใช้จำเป็นต้องใช้ทำงาน แถมยังสามารถควบคุมได้จากสำนักงานใหญ่อีกด้วย

ภาพประกอบ 1 :: โครงสร้าง Virtual container
ที่กล่าวมาข้างต้นคือคอนเซปของระบบ Cloud computing ซึ่งปัจจุบันใกล้ตัวเข้ามาทุกที จากบทความคุณชวพล จริยาวิโรจน์ผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน บริษัท วีเอ็มร์ได้พูดถึงอนาคตของธุรกิจประเภทนี้ได้อย่างได้น่าสนใจ บางช่วงบางตอนของบทความได้พุดถึงการพลัดเปลี่ยนของเทคโนโลยีปัจจุบัน พูดถึงบริษัทที่มีการปรับตัวไปตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมทั้งยกตัวอย่างธุรกิจฟิล์ม ที่มีการลดบทบาทลงเนื่องจากคนหันไปใช้กล้องดิจิตอลเพิ่มมากขึ้น บริษัทที่ปรับตัวไม่ได้ก็มีการปิดตัวลงไป บริษัทที่ปรับตัวอย่างบริษัท ฟูจิ สามารถปรับตัวและเอาตัวรอดได้ เหล่านี้เรียกว่า เทคโนโลยีผลักดันตลาด และผลัดดันให้มีการเปลี่ยนอุปกรณ์

ภาพประกอบ 2 :: ภาพอุปกรณ์บริษัท ฟูจิฟิล์ม

คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันอาจไม่ต้องมีฮาร์ดดิสที่มีพื้นที่เก็บข้อมูลมากมาย เนื่องจากข้อมูลถูกเก็บไว้ใน Cloud หมดแล้ว คอมพิวเตอร์จะเน้นการประมวลผลที่เร็วขึ้น และเทคโนโลยีที่ช่วยในการรับส่งความเร็วอินเตอร์เน็ตมากกว่า เทคโนโลยี Cloud ทำให้วงการไอทีต้องปรับตัวมากขึ้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรพร้อมรับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจมีคนตกงานมากขึ้น Storage จะไม่ใช่แค่เก็บข้อมูล Networking จะไม่ใช้แค่อุปกรณ์เชื่อมต่อ แต่ Storage และ Networking หมายถึงประสิทธิภาพการทำงานอย่างสมบูรณ์บนรถบบ Cloud Computing
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นในด้านของ Hardware หากพูดถึงด้าน Software การดีไซน์ Software จะเป็นลักษณะเปิด มีความยีดหยุ่นสูง ประหยัดต้นทุน Software อยู่บน Cloud สามารถใช้งานได้ทันที ใช้เท่าไรจ่ายตามจำนวนที่ใช้จริง ผิดกับในอดีตที่เราติ้งซื้อลิขสิทธิ์ของ Software แต่ละ License เพื่อทำการติดตั้ง แต่ละเครื่อง ประหยัดต้นทุนได้อย่างมาก
ข้อดี-ข้อเสียของ cloud computing

ข้อดี ข้อเสีย
1.ลดต้นทุนค่าดูแลบำรุงรักษาเนื่องจากค่าบริการได้ รวมค่าใช้จ่ายตามที่ใช้งานจริง เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าซ่อมแซม ค่าลิขสิทธิ์ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าอัพเกรด และค่าเช่าคู่สาย เป็นต้น 1.เนื่องจากเป็นการใช้ทรัพยากรที่มาจากหลายที่หลายแห่งทำให้อาจมีปัญหาในเรื่องของความต่อเนื่องและความเร็วในการเข้าถึงทรัพยากรมากกว่าการใช้บริการ Host ที่ Local หรืออยู่ภายในองค์การของเราเอง
2.ลดความเสี่ยงจากการเริ่มต้นหรือทดลองโครงการ 2.ยังไม่มีการรับประกันในการทำงานอย่างต่อเนื่องของระบบและความปลอดภัยของข้อมูล
3.มีความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดระบบตามความต้องการ 3.ความไม่มีมาตรฐานของแพลทฟอร์ม ทำให้ลูกค้ามีข้อจำกัดสำหรับตัวเลือกในการพัฒนาหรือติดตั้งระบบ
4.ได้เครื่องแม่ข่ายที่มีประสิทธิภาพ มีระบบสำรองข้อมูลที่ดี มีเครือข่ายความเร็วสูง
5.มีผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบและพร้อมให้บริการช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง

Cloud Computing กับความปลอดภัย (Security)

ในประเด็นเรื่องความปลอดภัยนั้น อันที่จริงในเชิงเทคนิคลูกค้าหรือผู้ใช้บริการสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง เช่น การทำ Virtualization โดยลูกค้ามีสิทธิ์เต็มที่ ในลักษณะของผู้ดูแลระบบเพื่อการกำหนดความปลอดภัยให้กับเครื่อง หรือ Virtual Machine ของตน การใช้ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีผู้ดูแลระบบพยายามดูข้อมูลของลูกค้า และการ Monitoring ทั้งห้อง data center จนถึงขั้น capture หน้าจอ admin

แต่ทั้งนี้ยังคงมีจุดอ่อนสำคัญที่ผู้ใช้บริการควรตระหนักถึง นั่นคือ เมื่อเป็นการจ้างให้บุคคลภายนอกเข้ามาดูแลระบบของเรา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนนั้นจะไม่แอบเก็บข้อมูลไปใช้ เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลอื่น ยิ่งถ้าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ข้อมูลยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ หรือถ้าเป็นองค์กรทางด้านการเงิน ถึงแม้เราจะมีระบบตรวจสอบ หรือ audit เพื่อติดตาม ว่าใครทำอะไร ตรงไหน แต่เมื่อเกิดเหตุและจับได้ก็คงทำได้ แค่ลงโทษตามกฎบริษัทหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นการจัดจ้างบุคคลภายนอก (outsourcing) หรือ ใช้บุคลากรภายใน เหตุการณ์เช่นนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราต่างต้องอาศัยความเชื่อใจและใช้จรรยาบรรณในการประกอบอาชีพ สิ่งที่ผู้ให้บริการ Cloud หรือ Cloud Provider ทำให้ได้ ก็คือ การรับประกันสัญญา หรือกำหนดมาตรฐานการดูแลระบบ และยึดมั่นในมาตรฐานนั้น นอกจากนี้ควรมีการควบคุมการเปิดให้บริการของ Cloud Provider นั่นคือ มีการกำหนดว่าบริษัทที่จะเป็น Cloud Provider ได้ อาจต้องได้รับการรับรอง หรือมี certification อะไรรับรองบ้าง ต้องมี ISO ควบคุม และต้องมีเทคโนโลยีความปลอดภัยอะไรเสนอต่อลูกค้า (Cloud Consumer) บ้าง เป็นต้น

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License