เทรนด์ใหม่วัยรุ่นทั่วโลก ฮิตออนโซเชียลฯตั้งแต่ยังไม่ลุกจากเตียง

ที่มา: (โพสเมื่อ วันพุธที่ 17 เมษายน 2556 เวลา 19:05)
http://www.thairath.co.th/content/tech/339373

flickr:8698637630

ซิสโก้ เผยข้อมูลผลสำรวจเทคโนโลยีหัวข้อ Connected World พบพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ทั่วโลกน่าตกใจ ต้องการเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์กและอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ยังไม่ลุกจากที่นอน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 90%…

บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ เปิดเผยรายงานเทคโนโลยี "Connected World" (Connected World Technology Report - CCWTR) ซึ่งได้ทำการสำรวจกลุ่มคน Gen Y หรือ Generation Y (คนที่เกิดระหว่างปี 2523-2540 ซึ่งถือเป็นยุคที่เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเจริญรุดหน้า) ทั่วโลก พบว่ากว่า 90% ของคนกลุ่ม Gen Y ที่ตอบแบบสอบถาม ระบุว่าพวกเขาเช็คสมาร์ทโฟนเพื่อดูข่าวคราวอัพเดตในอีเมล์ ข้อความ และโซเชียลมีเดีย ก่อนจะลุกจากเตียง ทั้งนี้ร่างกายของมนุษย์เรามีกระดูกทั้งหมด 206 ชิ้น และสมาร์ทโฟนเปรียบได้กับกระดูกชิ้นที่ 207 สำหรับคนรุ่น Gen Y ผู้ตอบแบบสอบถาม 2 ใน 5 คนระบุว่าพวกเขารู้สึกกระวนกระวาย เหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างขาดหายไปจากชีวิต ถ้าไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟนเพื่อเชื่อมต่อทุกที่ทุกเวลา

ทั้งนี้ การสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อดังกล่าวจัดทำโดย InsightExpress บริษัทวิจัยตลาดอิสระในสหรัฐฯ ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาและคนทำงานอายุ 18-30 ปี จำนวน 1,800 คนใน 18 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา เม็กซิโก บราซิล อาร์เจนตินา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย โปแลนด์ ตุรกี แอฟริกาใต้ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย โดยมุ่งศึกษาพฤติกรรมของคนรุ่น Gen Y ในการใช้อินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์พกพาเพื่อเชื่อมต่อโลก ผลการศึกษานี้เปิดเผยถึงพฤติกรรมและทัศนคติของคนเหล่านี้ในการสร้าง การเข้าถึง และการรักษาความเป็นส่วนตัวจากสมาร์ทโฟน กล้องวิดีโอ มอนิเตอร์ และอุปกรณ์เชื่อมต่ออื่นๆ อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์พกพาเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ผู้คน กระบวนการ ข้อมูล และสิ่งต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกันบน "Internet of Everything" ซึ่งมีข้อมูลมูลค่ามหาศาลและเพิ่มขึ้นในปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับข้อมูลสำคัญจากรายงาน Connected World ของซิสโก้ พบว่ากิจวัตรยามตื่นนอนตอนเช้าของคน Gen Y ไม่ต้องการพลาดการส่งหรือโพสต์ข้อความ อีเมล์ และอัพเดตโซเชียลมีเดียบนอุปกรณ์พกพา ซึ่งนั่นคือกิจวัตรเริ่มต้นวันใหม่ก่อนที่จะลุกจากเตียงนอน สำหรับคนรุ่นนี้ข้อมูลจะต้องเป็นแบบเรียลไทม์ในทุกเวลา โดย 9 ใน 10 คนจะแต่งตัว แปรงฟัน และเช็คสมาร์ทโฟนระหว่างเตรียมตัวไปโรงเรียนหรือไปทำงานในตอนเช้า สำหรับพนักงานถือเป็นกิจกรรมที่มีความหมาย เพราะแสดงให้เห็นว่าบุคลากรในอนาคตจะมีความคล่องตัวมากขึ้น รับรู้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น และตอบสนองอย่างฉับไวมากกว่าคนรุ่นก่อน คนเหล่านี้ใช้ชีวิตในการเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารเป็นหลัก

นอกจากนี้ยังพบว่าคนรุ่น Gen Y จะเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่อง โดย 1 ใน 4 คน หรือคิดเป็น 29% กล่าวว่าพวกเขาเช็คสมาร์ทโฟนครั้งแล้วครั้งเล่าจนไม่อาจนับครั้งได้ ขณะที่ 1 ใน 5 คนเช็คสมาร์ทโฟนเพื่อดูอีเมล์ ข้อความ และอัพเดตโซเชียลมีเดียอย่างน้อยทุก 10 นาที ส่วนในสหรัฐฯ พบว่า 2 ใน 5 คนระบุว่าเช็คสมาร์ทโฟนอย่างน้อยทุก 10 นาที ทั้งนี้กว่า 60% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังเช็คอีเมล ข้อความ และอัพเดตโซเชียลมีเดีย บนสมาร์ทโฟนเนื่องจากจิตใต้สำนึกหรือแรงจูงใจ โดยผู้หญิงมีแรงจูงใจในการเชื่อมต่อมากกว่า โดย 85% ของผู้หญิง เทียบกับ 63% ของผู้ชาย พบว่าตนเองมีแรงจูงใจในการเช็คอีเมล์ ข้อความ และอัพเดตโซเชียลมีเดียบนสมาร์ทโฟน และกว่า 40% ของผู้ตอบแบบสอบถามจะมีอาการลงแดงและรู้สึกกระวนกระวายเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างขาดหายไปจากชีวิต หากไม่สามารถเช็คสมาร์ทโฟนได้อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงบุคลากรฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศที่พบว่ามีการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยเกือบ 1 ใน 3 ของบุคลากรฝ่ายไอทีระบุว่าตนเองตรวจเช็คสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่อง และ 40% ของบุคลากรฝ่ายไอทีกล่าวว่าตนเองตรวจเช็คสมาร์ทโฟนอย่างน้อยทุก 10 นาที

ขณะเดียวกันจากการสำรวจดังกล่าวยังพบว่ามีการใช้สมาร์ทโฟนในทุกที่ แม้กระทั่งสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัว โดยกลุ่ม Gen Y มีความต้องการที่จะเชื่อมต่ออย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตการทำงาน ชีวิตส่วนตัวและครอบครัวเริ่มเลือนหาย โดยผู้ใช้ตรวจสอบข้อมูลอัพเดตเรื่องงานและติดต่อสื่อสารทุกชั่วโมงจากทุกที่ด้วยเวลาที่มีลักษณะยืดหยุ่น กล่าวคือ คนรุ่น Gen Y ไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างวันทำงานและเวลาส่วนตัว เพราะช่วงเวลาเหล่านี้จะผสมปนเปและคาบเกี่ยวกันตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน นอกจากนี้ผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลก 3 ใน 4 คนยังระบุว่าใช้สมาร์ทโฟนบนเตียงนอน และ 1 ใน 3 ยอมรับว่าใช้สมาร์ทโฟนในห้องน้ำอีกด้วย สำหรับพื้นที่บนโต๊ะอาหารคน Gen Y ก็ยังนิยมใช้สมาร์ทโฟน โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลก (46%) ยังคงส่งข้อความ อีเมล์ และโซเชียลมีเดียระหว่างรับประทานอาหารกับครอบครัวและเพื่อนฝูง และมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามในสหรัฐฯ (56%) ใช้สมาร์ทโฟนระหว่างที่รับประทานอาหารกับผู้อื่น ขณะเดียวกัน 1 ใน 5 คนยอมรับว่าตนเองรับส่งข้อความขณะขับรถด้วย

อย่างไรก็ตาม เกือบ 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าโมบายล์แอพพลิเคชั่นมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวัน โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งใช้โมบายล์แอพพลิเคชั่นสำหรับเกมและความบันเทิงเป็นหลัก ขณะที่ 27% ระบุว่าใช้โมบายล์แอพพลิเคชั่นสำหรับการทำงานเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีการสอบถามเกี่ยวกับจำนวนแอพพลิเคชั่นที่ผู้ผลิตนำเสนอให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนดาวน์โหลดได้หลายพัน หลายหมื่นแอพฯ นั้น ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 70% ยอมรับว่ามีการใช้งานโปรแกรมบนสมาร์ทโฟนเป็นประจำไม่ถึง 10 แอพพลิเคชั่น โดย 40% ใช้เวลาในการเชื่อมต่อออนไลน์กับเพื่อนมากกว่าการพบปะสังสรรค์กันเป็นการส่วนตัว

ทั้งนี้ การติดต่อพูดคุยทางออนไลน์ช่วยขยายโอกาสในการสร้างตัวตน ภาพลักษณ์ และบุคลิกใหม่ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจเป็นรากฐานที่นำไปสู่การโกหกหลอกลวง ซึ่งกว่า 81% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าแต่ละคนมีภาพลักษณ์ออนไลน์และออฟไลน์ที่แตกต่าง และเมื่อถามเกี่ยวกับตัวเอง พบว่ามีเพียง 44% เท่านั้น ที่ตอบว่าภาพลักษณ์ออนไลน์ของเขาเหมือนกับภาพลักษณ์ออฟไลน์ในโลกแห่งความจริง

เมื่อแบบสอบถามให้กลุ่ม Gen Y ตัดสินใจเลือกระหว่างสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อป พบว่ากลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าหากจำเป็นต้องเลือกอุปกรณ์เพียงเครื่องเดียว 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามตัดสินใจเลือกสมาร์ทโฟน โดยสมาร์ทโฟนได้รับความนิยมมากกว่าถึงสองเท่าเมื่อเทียบกับเดสก์ท็อปพีซี และได้รับความนิยมมากกว่าแท็บเล็ตถึงสามเท่า นอกจากนี้ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีการเชื่อมต่อตลอดเวลา อุปกรณ์พกพาเครื่องเดียวจะรองรับการใช้งานได้อย่างพร้อมสรรพ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ส่วนบุคคลหรืออุปกรณ์ของบริษัท แต่จะก่อให้เกิดปัญหาท้าทายต่อผู้จัดการฝ่ายไอที ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องสินทรัพย์และข้อมูลของบริษัท ซึ่ง 2 ใน 5 คนกล่าวว่านโยบายของบริษัทห้ามไม่ให้นำเอาอุปกรณ์ที่บริษัทออกให้ไปใช้ในกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับงาน ขณะที่ 71% ยอมรับว่าตนเองไม่ได้ปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว และ 66% รู้สึกว่านายจ้างไม่ควรตรวจสอบติดตามกิจกรรมออนไลน์ของพนักงานเพราะไม่ใช่ธุระอะไรของนายจ้าง นอกจากนี้บุคลากรฝ่ายไอทีทราบดีว่าพนักงานจำนวนมากไม่ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่ก็ไม่ทราบว่ามีการละเลยกฎเกณฑ์มากน้อยเพียงใด กล่าวคือ บุคลากรฝ่ายไอทีทั่วโลกกว่าครึ่งหนึ่งคิดว่าพนักงานปฏิบัติตามนโยบายเรื่องการห้ามนำเอาอุปกรณ์ของที่ทำงานไปใช้กับเรื่องส่วนตัว

กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 90% ระบุว่าอัพโหลดภาพถ่ายสำหรับแชร์หรือจัดเก็บไว้บนอินเทอร์เน็ต 87% มีบัญชีเฟซบุ๊ก ขณะที่ 1 ใน 10 คนยอมรับว่าออนไลน์เฟซบุ๊กตลอดเวลา 41% อัพเดตเฟซบุ๊ควันละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย และกว่า 1 ใน 5 คน มีการอัพเดตเฟซบุ๊กวันละหลายครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจข้อมูลกลุ่ม Gen Y ในประเทศไทยด้วย ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาและคนทำงาน 50 คน อายุตั้งแต่ 18-30 ปี โดยบริษัท พีซีแอนด์แอสโซซิเอทส์ คอนซัลติ้ง เป็นผู้ทำการสำรวจ และพบว่า 98% ระบุว่าพวกเขาเช็คสมาร์ทโฟนเพื่อดูข่าวคราวอัพเดตในอีเมล์ ข้อความ และไซต์โซเชียลมีเดีย ก่อนที่จะลุกจากเตียง และ 9 ใน 10 ยังระบุด้วยว่าพวกเขาเช็คสมาร์ทโฟนครั้งแล้วครั้งเล่าจนไม่อาจนับครั้งได้ กว่า 91% ของผู้ตอบแบบสอบถามจะมีอาการลงแดงและรู้สึกกระวนกระวาย เหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างขาดหายไปจากชีวิตถ้าหากไม่สามารถเช็คสมาร์ทโฟนได้อย่างสม่ำเสมอ และผู้ตอบแบบสอบถามทั้ง 100% ยังใช้สมาร์ทโฟนบนเตียงนอน และ 1 ใน 3 ใช้สมาร์ทโฟนในห้องน้ำ และกว่า 98% มีพฤติกรรมส่งข้อความ อีเมล์ และตรวจสอบโซเชียลมีเดียระหว่างรับประทานอาหารกับครอบครัวและเพื่อนฝูง

อย่างไรก็ตาม 98% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าตนเองใช้เวลาเท่ากันหรือมากกว่าสำหรับการติดต่อเพื่อนฝูงทางออนไลน์ เมื่อเทียบกับการพบปะพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว โดย 9 ใน 10 เชื่อว่าแต่ละคนมีภาพลักษณ์ออนไลน์และภาพลักษณ์ออฟไลน์ที่แตกต่างกัน และกว่า 97% รู้สึกว่านายจ้างไม่ควรตรวจสอบติดตามกิจกรรมออนไลน์ของพนักงาน เพราะไม่ใช่ธุระอะไรของนายจ้าง และกลุ่ม Gen Y กว่า 87% ยอมรับว่าออนไลน์เฟซบุ๊กตลอดเวลา และ 97% มีการอัพเดตเฟซบุ๊กวันละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย

นายธัชพล โปษยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ ประเทศไทย กล่าวว่า จากผลการสำรวจ Generation Y ทั่วโลกและในประเทศไทยแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ทุกที่ทุกเวลาเท่ากับกิจวัตรประจำวันในตอนเช้า เช่น การแปรงฟัน การเชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลาในปัจจุบันส่งผลต่อกิจกรรมในการดำรงชีวิตประจำ วัน ไม่ว่าจะเป็นการช็อบปิ้งออนไลน์ การเล่น การใช้ชีวิต และการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนรูปแบบอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผลการจากการเชื่อมต่อนี้ทำให้องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องพิจารณาในการมีเน็ตเวิร์คอัจฉริยะที่จะสนับสนุนพนักงานในการทำงานรูปแบบใหม่ทุกที่ทุกเวลาที่กำลังจะแพร่หลายในไม่ช้านี้

บทวิเคราะห์

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาทางเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเรียบง่ายและคุ้นเคย ถูกแทนที่ด้วยความซับซ้อนและสิ่งแปลกใหม่ คนในยุคเก่าต้องปรับตัวกับสภาพสังคมและรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป กลุ่มคน Gen-X (คนที่เกิดระหว่างปี 2508-2525) หรือพ่อแม่ที่อยู่ในวัยทำงาน อาจต้องให้ลูกที่อยู่ใน Gen-Y (คนที่เกิดระหว่างปี 2523-2543) สอนการใช้คอมพิวเตอร์ พิมพ์รายงานการประชุมและส่งอีเมลล์ เพื่อนำเสนอแก่ลูกค้าที่บริษัท หรือแม้กระทั่ง คุณตาคุณยายใน Gen-B (คนที่เกิดระหว่างปี 2489 – 2507) ก็ยังต้องเรียนรู้ที่จะใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อที่จะพูดคุย ติดต่อกับลูกหลานที่อยู่ห่างไกล โดยให้หลานในวัยประถมอย่าง Gen-Z (คนที่เกิดตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นไป) เป็นผู้สอน ทั้งนี้เพราะคนรุ่นใหม่อย่าง Gen-Y และ Gen-Z มีประสบการณ์การรับรู้ในยุคอิเล็กทรอนิกส์ที่มากกว่า Gen-B และ Gen-X ที่เกิดมาก่อนการผลิตของเทคโนโลยีนั้นๆ จึงทำให้มีประสบการณ์น้อยกว่าและเรียนรู้ได้ช้ากว่า จนกระทั่งมาถึงอารยธรรมล่าสุดอย่าง Cyberspace เทคโนโลยีอันทันสมัยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างไปในแบบที่เราอาจจะไม่เคยคาดคิดมาก่อน

แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตอยู่ใน Cyberspace คงจะหนีไม่พ้น กลุ่มคนใน Gen-Y และ Gen-Z ที่เกิดมาพร้อมๆกับประสบการณ์การรับรู้ของเทคโนโลยีนี้จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ก่อให้เกิดปรากฏการณ์มากมายในสังคม เกี่ยวกับพฤติกรรมของวัยรุ่น ทั้งวัยรุ่นตอนต้นอย่าง Gen-Z และวัยรุ่นตอนปลายอย่าง Gen-Y ที่ถูกแสดงออกมาในโลก Cyberspace ซึ่งสิ่งที่ดึงดูดวัยรุ่นเข้าสู่ Cyberspace ก็คือ ความต้องการและแรงจูงใจของวัยรุ่นที่ต้องการค้นหาความเป็นตนเอง ต้องการค้นพบสิ่งใหม่ๆ อยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและเป็นที่สนิทสนมของคนในกลุ่ม ต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากแรงกดดันของพ่อ-แม่และครอบครัว ต้องการที่ระบายความไม่พอใจ ทำให้วัยรุ่นเกิดแรงจูงใจกับสิ่งต่างๆ ภายนอกบ้าน เพราะพวกเขาต้องการรู้ว่าในสายตาคนอื่นมองเขาเป็นอย่างไร พวกเขาต้องการหาคำตอบว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตของตัวเอง และบนอินเทอร์เน็ต ก็มีผู้คนกลุ่มต่างๆ มากมายทุกประเภทเท่าที่เราจะจินตนาการได้แตกต่างกัน ตั้งแต่บุคลิก พื้นฐานทางสังคม ความเชื่อและความสนใจที่มี นอกจากนี้ยังเป็นที่ที่วัยรุ่นสามารถระบายอารมณ์ได้โดยไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริง หรืออยากแยกตัวจากครอบครัวโดยที่ไม่ต้องออกจากบ้าน

ในขณะที่การใช้ชีวิตอยู่ในสังคม บนโลกที่เราอาศัยอยู่นี้เด็กและวัยรุ่นสามารถได้รับคำแนะนำ สั่งสอน ได้รับการดูแลสอดส่อง และได้มองเห็นตัวอย่างจากสมาชิกในครอบครัว เพื่อการดำเนินชีวิตอย่างปลอดภัยและมีความสุข แต่การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมในโลกบนอินเทอร์เน็ต เด็กและวัยรุ่น ขาดการให้ความรู้ ความเข้าใจ ขาดที่ปรึกษาในการตัดสินใจ และขาดตัวอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตจากคนที่รักและห่วงใย ทำให้ประชากรในกลุ่มนี้ มีความเสี่ยงสูงจากการใช้ชีวิตบนโลกอินเทอร์เน็ต จากการมีระบบความคิด ความเชื่อ ค่านิยมเฉพาะในกลุ่มของตน ซึ่งทำให้เกิดความแปลกแยกจากสังคมบนโลกแห่งความเป็นจริง นั่นหมายถึงว่า เมื่อเด็กและวัยรุ่น จำเป็นต้องใช้ชีวิตและต้องเดินทางไปมาระหว่างสังคมสองแบบที่แตกต่างกัน พวกเขาอาจไม่สามารถบริหารจัดการตัวตนของตัวเองได้อย่างเหมาะสม ผลกระทบของปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กและเยาวชนเพียงเท่านั้น ผู้ที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน

Cyberspace ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตของคนในแต่ละยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็น Gen-B , Gen-X , Gen-Y หรือ Gen-Z ต่างก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิตไปตามโลกที่ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงไม่มีที่สิ้นสุด ภายใต้เทคโนโลยีหรือสิ่งรอบตัว ประสบการณ์ในการรับรู้และกรอบของสังคม ไม่ว่าวิถีของสังคมจะเปลี่ยนไปมากเพียงใด หากเรารู้จักปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างยืดหยุ่น มีความพอดีและเหมาะสม ไม่หวั่นไหวหรือหลงใหลไปกับกระแสนิยมของสังคม หรือกระแสวัฒนธรรมแห่งการบริโภค รวมถึงการสามารถแยกแยะตัวตนออกจากโลกจริงกับโลกเสมือน แล้วหันกลับมาสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลที่อยู่รอบตัว เมื่อนั้นเราก็จะยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสมดุลภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของเทคโนโลยี

ข้อดี
1. ในการนำ smart phone ไปใช้ในการทำงาน สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการทำงานได้ดียิ่งขึ้น โดยการหาข้อมูลและส่งอีเมล์ผ่าน smart phone ซึ่งสามารถรับและส่งได้อย่างทันท่วงที เมื่อเทียบกับการรับส่งอีเมล์โดยใช้พีซี
2. Smart phone มี application ที่มีประโยชน์และสามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันอยู่มากมายเช่น โปรแกรมคำนวนอัตราแลกเปลี่ยน โปรแกรมตรวจสอบราคาน้ำมัน โปรแกรมตรวจสอบสภาพอากาศ โปรแกรมตรวจสอบสภาพการจราจร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ช่วยเป็นข้อมูลในการตัดสินใจให้กับผู้ใช้งานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
3. ในแง่ของธุรกิจ เป็นการเพิ่มช่องทางการขาย การโฆษณา และการตลาดขนาดใหญ่บนโซเชียลมีเดีย เพราะผู้ใช้งานกลุ่มนี้เข้าใช้งานโซเชียลมีเดียเป็นส่วนใหญ่ของการใช้ชีวิต
4. ในการทำการตลาดผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก การให้ข่าวสาร หรือข้อมูลของสินค้าสามารถกระจายไปได้รวดเร็ว โดยที่แบรนด์หรือผลิตภัณฑ์อาจจะไม่ต้องใช้งบการโฆษณาหรืองบการตลาดที่สูงมากนัก ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจ SME
5. สามารถซื้อสินค้าออนไลน์ หรือทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยง่าย เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต
6. สามารถทำให้รับรู้และกระจายข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว โดยผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Facebook, Twitter
7. การค้นหาข้อมูลต่างๆ ทำได้สะดวก รวดเร็ว เช่น การค้นหาสถานที่ผ่าน Google Maps, ค้นหาร้านอาหารแนะนำต่างๆ, ดูรอบและจองตั๋วภาพยนตร์ สิ่งเหล่านี้ทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นมาก
8. สามารถดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมบน smart phone ได้อย่างง่ายดาย เป็นการเพิ่มความบันเทิงให้กับผู้ใช้งาน
9. บางครั้งในการใช้โซเชียลมีเดีย ก็สามารถทำให้เราได้เจอเพื่อนเก่าที่อาจขาดการติดต่อกันไปนาน หรือได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ก็ได้

ข้อเสีย
1. ในการนำ smart phone ไปใช้ในการทำงาน ถ้าองค์กรไม่มีการควบคุมการใช้งานที่ดีพอ อาจทำให้ข้อมูลสำคัญในองค์กรรั่วไหลไปได้ง่าย จากการส่งโดยไม่ตั้งใจของผู้ใช้เอง หรือเกิดจากการทำ smart phone สูญหาย
2. ทำให้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนรอบข้าง เช่นครอบครัวหรือผู้ร่วมงานมีน้อยลง การพูดคุยกันน้อยลงเกิดความห่างเหิน กลายเป็นคนแยกตัวออกจากสังคม มีโลกส่วนตัวสูงขึ้น เพราะมัวแต่ใช้ smart phone
3. ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ถ้าใช้ smart phone ตอนขับรถ
4. การใช้งาน smart phone เป็นส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน อาจทำให้มีปัญหาสุขภาพ เนื่องจากขาดการออกกำลังกาย หรืออาจทำให้มีปัญหาทางสายตา การอักเสบของเอ็นที่นิ้วมือจนทำให้เกิดอาการนิ้วล็อก อาการปวดบ่าและคอที่เกิดจากการถือ smart phone นานๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ขายเครื่องออกกำลังกาย

5. การได้พบเพื่อนใหม่ในโซเชียลมีเดีย อาจทำให้เจอกับพวกมิจฉาชีพหรือเป็นเหยื่อของอาชญากรรมได้
6. อาจสูญเสียความเป็นอิสระ ความเป็นส่วนตัว เพราะเทคโนโลยีในการสื่อสารติดตามตัวไปทุกหนทุกแห่ง ทำให้สามารถถูกติดตามได้ง่าย
7. ทำให้เสียมารยาทหรือกาลเทศะ เพราะใช้ smart phone ในระหว่างรับประทานอาหารหรือในการประชุม
8. เสียค่าใช้จ่ายในการซื้อ smart phone ซึ่งส่วนใหญ่มีราคาค่อนข้างสูง และอาจต้องเปลี่ยนบ่อยๆ เพราะไม่ต้องการใช้ของตกรุ่น
9. ในการทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต อาจโดนหลอกลวงจนเสียข้อมูลสำคัญ เช่นข้อมูลบัตรเครดิต ทำให้อาจเสียเงินจำนวนมากตามมาได้

SWOT Analysis

สำหรับ Social Network ถือได้ว่า เป็นเทรนเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจมาก เพราะจากสถิติมีผู้ใช้บริการ Facebook จำนวนมากกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลก รวมทั้งกระแส Smart Phone ก็ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีและมีแนวโน้มผู้ใช้งานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสามารถวิเคราะห์เทรน Social Network ได้ตามหลัก SWOT ดังนี้

• Strengths

1. เป็นเทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึง และแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างรวดเร็ว
2. เป็นช่องทางใหม่ในการทำการตลาดที่สะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย
3. สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ที่มีจำนวนมาก โดยสามารถนำข้อมูลพื้นฐานหรือข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภค จะช่วยก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจและการสร้างบริการรูปแบบใหม่ๆ ที่ตรงต่อความต้องการเฉพาะตัวของลูกค้า
4. เป็นช่องทางที่ทำให้เราได้มีโอกาสพบปะกับเพื่อนๆเก่าๆที่ไม่ได้พบเจอกันมานาน
5. เป็นช่องทางในการซื้อสินค้าออนไลน์ หรือทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยง่าย เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต

• Weaknesses

1. ทำให้สูญเสียความเป็นอิสระ ความเป็นส่วนตัว เพราะเทคโนโลยีในการสื่อสารติดตามตัวไปทุกหนทุกแห่ง ทำให้สามารถถูกติดตามได้ง่าย
2. ถ้านำ Social Network ไปใช้กับเรื่องงาน ก็จะทำให้เกิดปัญหากับเรื่องความปลอดภัยกับข้อมูลขององค์กร
3. ทำให้เกิดช่องโหว่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดี นำข้อมูลส่วนตัวของเราหรือข้อมูลที่เราโพสต์บน Social Network ไปใช้ในทางที่ผิด
4. การที่ผู้บริโภคมีการใช้งานมากจนเกิด อาจจะทำให้เกิดพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การให้ความสนใจหรือความใส่ใจกับคนรอบข้างลดน้อยลง

• Opportunities

1. จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาด Social Network ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามตลาด จึงทำให้มีผู้ใช้บริการ Social Network เพิ่มสูงขึ้น
2. ตลาดของสมาร์ทโฟนกำลังเติบโตได้ดี มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมาสู่ตลาด จึงทำให้มีช่องทางในการใช้ในการบริการที่สะดวก จึงทำให้มีผู้ใช้บริการ Social Network เพิ่มสูงขึ้น
3. คนในยุคปัจจุบันยังมีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด นิยมความทันสมัย ชอบความแปลกใหม่ จึงให้กระแส Social Network ยังสามารถทำตลาดได้อย่างต่อเนื่อง
4. การพัฒนาและเพิ่มกลยุทธ์ตลาดร่วมกับผู้ผลิตโทรศัพท์สมาร์ทโฟน จึงทำให้มีผู้ใช้งาน Social Network มากขึ้น
5. การใช้ระบบ 3G ปัจจุบันหรือ 4G ในอนาคต ทำให้การเชื่อมต่อรวดเร็วขึ้น
6. มีผู้ประกอบการรายใหม่ๆที่หันมาใช้ Social Network ในการทำการตลาดและโฆษณามากยิ่งขึ้น

• Threats

1. มีการแข่งขันกันสูง จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การตลาดให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ
2. ความเสี่ยงจากแฮกเกอร์หรือผู้ที่ไม่หวังดีที่เข้ามาโจรกรรมข้อมูลหรือโจมตีผู้ใช้งาน
3. ความเสี่ยงจากกระแสเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งอาจจะทำให้มีเทรนเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาแทนที่กระแส Social Network
4. การใช้ Social Network เป็นสื่อที่ควบคุมการใช้งานได้ยาก เพราะเป็นการนับข้อมูลจากผู้ใช้งาน จึงอาจทำให้มีความไม่ปลอดภัยจากใช้งาน เช่น เวปไซต์หลอกหลวง

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License