It Report02_เทคโนโลยี 3G คืออะไร 3G หรือ Third Generation เป็นเทคโนโลยีการสือสารในยุคที 3_Y34_Taveesak_ 064

เทคโนโลยี 3G คืออะไรเทคโนโลยี 3G คืออะไร 3G หรือ Third Generation เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3

http://thn23544.blogspot.com/2012/09/blog-post.html

อุปกรณ์การสื่อสารยุคที่ 3 นั้นจะเป็นอุปกรณ์ที่ผสมผสาน การนำเสนอข้อมูล และ เทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกัน เช่น PDA โทรศัพท์มือถือ Walkman, กล้องถ่ายรูป และ อินเทอร์เน็ต 3G เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องจากยุคที่ 2 และ 2.5 ซึ่งเป็นยุคที่มีการให้บริการระบบเสียง และ การส่งข้อมูลในขั้นต้น ทั้งยังมีข้อจำกัดอยู่มาก การพัฒนาของ 3G ทำให้เกิดการใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้น

จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี 3G

มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (Third Generation Mobile Network หรือ 3G) เป็นเทคโนโลยียุคถัดมาจากการเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 2 หรือ 2G ซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจสื่อสารไร้สายอย่างมหาศาลนับตั้งแต่ พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา ในยุคของโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G มีมาตรฐานที่สำคัญที่มีการนิยมใช้งานทั่วโลกอยู่ 2 มาตรฐาน กล่าวคือมาตรฐาน GSM (Global System for Mobile Communication) อันเป็นมาตรฐานของกลุ่มสหภาพยุโรป ปัจจุบันมีส่วนแบ่งทางการตลาดทั่วโลกสูงที่สุด และมาตรฐาน CDMA (Code Division Multiple Access) อันเป็นมาตรฐานจากสหรัฐอเมริกา มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับที่สอง
จุดมุ่งหมายของการพัฒนามาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ขึ้น ก็เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานระบบสื่อสารไร้สายส่วนบุคคล (Personal Communication) ในลักษณะไร้พรมแดน (Global Communication) โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการสามารถนำเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปใช้งานในที่ใด ๆ ก็ได้ทั่วโลกที่มีการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว และยังเป็นยุคของการนำมาตรฐานสื่อสารแบบดิจิตอลสมบูรณ์แบบมาใช้รักษาความปลอดภัย และเสริมประสิทธิภาพในการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบริการส่งข้อความแบบสั้น (Short Message Service หรือ SMS) และการเริ่มต้นของยุคสื่อสารข้อมูลผ่านเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นครั้งแรก โดยมาตรฐาน GSM และ CDMA ตอบสนองความต้องการสื่อสารข้อมูลด้วยอัตราเร็วสูงสุด 9,600 บิตต่อวินาที ซึ่งถือว่าเพียงพอเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราเร็วของการสื่อสาร ผ่านโมเด็มในเครือข่ายโทรศัพท์พื้นฐานเมื่อกว่าสิบปีก่อน
การตอบรับของกลุ่มผู้บริโภคบริการสื่อสารไร้สายทั่วโลก ทำให้มาตรฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการณ์ทั่วโลกอย่างมหาศาล ก่อให้เกิดการเปิดสัมปทานและนำมาซึ่งการแข่งขันอย่างรุนแรงในแทบทุกประเทศ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนอกจากจะมีผลทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนของผู้ใช้บริการอย่างก้าวกระโดดแล้ว ในขณะเดียวกันยังสร้างผลกระทบต่อรายได้โดยเฉลี่ยต่อเลขหมาย (Average Revenue per User หรือ ARPU) ของผู้ให้บริการเครือข่าย อันเนื่องมาจากการกลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา ยิ่งเมื่อมีการเปิดตัวบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพร้อมใช้ (Prepaid Subscriber) ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ก็ทำให้เกิดการลดถอยของ ARPU ลงอย่างต่อเนื่อง พร้อม กับปัญหาผู้ใช้บริการย้ายค่าย (Brand Switching) ที่รุนแรงขึ้น

เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในตราสินค้าและยังเป็นการสร้างรายได้เพิ่มเพื่อชดเชย ARPU ที่ลดต่ำลง เนื่องจากปรากฏการณ์อิ่มตัวของบริการสื่อสารด้วยเสียง (Voice Service) ผู้ประกอบการในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกจึงมีความเห็นตรงกันที่จะสร้างบริการสื่อสารไร้สายรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้น โดยพัฒนาเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ที่เปิดใช้งานอยู่ ให้มีศักยภาพเพิ่มเติมเพื่อรองรับบริการสื่อสารข้อมูลแบบที่มิใช่เสียง (Non-Voice Communication) พร้อมกับการวางแผนธุรกิจ แผนปฏิบัติการทางวิศวกรรม การตลาด และแผนการลงทุน เพื่อสร้างกระแสความต้องการ (Demand Aggregation) ให้กับฐานลูกค้าผู้ใช้บริการที่มีอยู่เดิม เพื่อเพิ่ม ARPU ให้สูงขึ้น พร้อม ๆ กับผลักดันให้เกิดบริการรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งข้อมูลแบบ EMS (Enhanced Messaging Service) หรือ MMS (Multimedia Messaging Service) รวมถึงบริการท่องโลกอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านอุปกรณ์สื่อสารรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งมีทั้งที่เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่ว ๆ ไป อุปกรณ์ไร้สายประเภท PDA (Personal Digital Assistant) และโทรศัพท์เคลื่อนที่อัจฉริยะ (Smart Phone)

คุณสมบัติหลักของ 3G คือ มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดเครื่องโทรศัพท์ (always on) นั่นคือไม่จำเป็นต้องต่อโทรศัพท์เข้าเครือข่าย และ log-in ทุกครั้งเพื่อใช้บริการรับส่งข้อมูล ซึ่งการเสียค่าบริการแบบนี้ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลผ่านเครือข่ายเท่านั้น โดยจะต่างจากระบบทั่วไป ที่จะเสียค่าบริการตั้งแต่เราล็อกอินเข้าในระบบเครือข่าย
อุปกรณ์สื่อสารไร้สายระบบ 3G สำหรับ 3G อุปกรณ์สื่อสารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังปรากฏในรูปแบบของอุปกรณ์ สื่อสารอื่น เช่น Palmtop, Personal Digital Assistant (PDA), Laptop และ PC

DISCUSSION

SWOT และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเทคโนโลยี 3 G ในประเทศไทย

Strengths

- 3Gเป็นระบบไร้สายครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขวาง ด้วยต้นทุนการติดตั้งที่ต่ำ และสามารถใช้งานได้กับโทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์มือถือ รวมถึงแอปพลิเคชันบนมือถือ จึงเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมในการเชื่อมต่อกับพื้นที่ห่างไกล ยิ่งไปกว่านั้น ระบบไร้สาย 3G กลายเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในบริการรับส่งเสียงและข้อมูล เนื่องจากความคุ้มค่าในการลงทุน ความสามารถในการขยายการให้บริการแก่ฐานผู้ใช้บริการที่มีอัตราเติบโตสูง รวมทั้งการให้บริการเสริมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

- สามารถเพิ่มอัตราการเข้าถึงโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต ซึ่งช่วยกระตุ้นสภาพเศรษฐกิจ ทั้งนี้ จากการศึกษาให้กับ ITU โดย Telecom Management Group หรือ TMG ระบุว่า เมื่ออัตราการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 1% รายได้ต่อหัวของประชากรจะเพิ่มขึ้น 4.7% และเมื่อการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 1% รายได้ต่อหัวของประชากรก็จะเพิ่มขึ้น 10.5% ด้วยเทคโนโลยี 3G องค์กรต่างๆ

- สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากความคล่องตัวในการทำงานได้ทุกแห่ง อัตราความเร็วที่เร็วขึ้นในการรับส่งข้อมูล การใช้งานที่ดีขึ้นยังส่งผลดีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอีกด้วย เนื่องจากมีจำนวนประชาชนมากขึ้นใช้ประโยชน์จากบริการข้อมูลแบบไร้สายและคุณประโยชน์ที่ล้ำหน้าอื่นๆ

- 3Gสามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างดีเยี่ยมด้วยค่าบริการข้อมูลที่ต่ำที่สุด เมื่อความสามารถในการส่งข้อมูลเพิ่มขึ้น สถานีฐานเซลลูลาร์ (BTS) แต่ละแห่งจึงรองรับการส่งข้อมูลในปริมาณมากขึ้น ในขณะที่เครือข่ายต้องการอุปกรณ์และสถานีรับส่งน้อยลง ดังนั้น จึงลดต้นทุนการดำเนินการและการลงทุนลงได้ เนื่องจากเกือบ 1 ใน 3 ของหมู่บ้านในประเทศไทยยังอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและเข้าถึงได้ยาก ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาทำให้การขยายเครือข่ายเป็นไปได้ยาก ดังนั้นผู้ให้บริการเครือข่ายและผู้กำหนดกฎเกณฑ์ในการให้บริการจำเป็นต้องพิจารณาการใช้เทคโนโลยี 3G ในการเข้าถึงพื้นที่ทุรกันดาร

ดังนั้น เห็นได้ชัดว่าประเทศไทย ที่ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่าย และผู้กำหนดกฎเกณฑ์การให้บริการมีความต้องการให้เครือข่ายมีความครอบคลุมทุกพื้นที่ ตลอดจนผู้ใช้งานที่กำลังรอบริการบรอดแบนด์อยู่อย่างมาก ด้วยบริการประสิทธิภาพสูงในราคาประหยัด บริการ 3G จะทำให้ผู้ใช้บริการมีความคล่องตัวสูง และรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังให้บริการได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งความรวดเร็วในการรับส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นจะช่วยประหยัดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพ รวมทั้งราคาค่าบริการก็สามารถต่ำกว่าบริการเดิมในปัจจุบัน

ยิ่งไปกว่านั้น ความเร็วในการรับส่งข้อมูลและราคาที่ต่ำลงทำให้เกิดบริการข้อมูลใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อตลาดที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย บริการบางอย่างได้รวมถึงความสามารถในการดำเนินงานด้านการแพทย์ทางไกล การศึกษาทางไกล การทำธุรกรรมด้านการเงิน การโฆษณาสินค้าและบริการ การสนับสนุน และเปิดเว็บไซต์ที่ให้ประชาชนในเมืองต่างๆ สามารถแลกเปลี่ยนข่าวสาร และเหตุการณ์ได้ทันท่วงที

การอนุญาตให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าถึงบริการนี้ได้ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติต่อไปในอนาคต ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจะคุ้มค่ากับการลงทุนอย่างแน่นอน

Opportunities

- การใช้บริการส่วนใหญ่เป็นทางด้านเสียงและ SMS มีการกล่าวกันว่าการลงทุนในเทคโนโลยี 3G อาจจะได้รับผลประโยชน์ต่อการลงทุนไม่คุ้มค่า ซึ่งจริงๆ แล้ว เราสามารถเห็นการพัฒนาแอปพลิเคชันและอุปกรณ์ต่างๆ เช่น iPhone และ Asus Eee PC รวมทั้งอัตราการรับส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ตลาดในภูมิภาคเอเชียอื่นๆ ได้ตระหนักถึงประโยชน์ของการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยี 3G เช่น Maxis ผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ที่สุดในมาเลเซียได้เปิดให้บริการ WCDMA เมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 และ HSDPA เมื่อเดือนกันยายน 2549 ด้วยการใช้เครือข่ายเทคโนโลยี 3G ที่ล้ำหน้า ผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถให้บริการแอปพลิเคชันทางด้านข้อมูลได้มากขึ้น ซึ่งรวมถึงการดาวน์โหลดเพลงและวิดีโอได้ตามต้องกา

- ตลาดของประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ที่ทาง Wireless Intelligence ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ GSM Association ได้รายงานเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2551 แสดงให้เห็นว่าจำนวนการใช้งานบรอดแบนด์ไร้สาย HSPA ในอินโดนีเซ๊ย มีการใช้งานถึงประมาณ 315,000 รายซึ่งมีมากกว่าการใช้งานโทรศัพท์พื้นฐานซึ่งมีประมาณ 300,000 ราย ด้วยการเริ่มต้นให้บริการของ Excelcomindoและ MLW Telecom’s “HSPA ZONE” ทำให้การเข้าถึงบรอดแบนด์ไร้สายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น

Weakness

- ระบบโทรคมนาคมของประเทศไทยกับนานาประเทศ ก็นับว่าเป็นการพัฒนาที่ค่อนข้างล่าช้า ทั้งที่เทคโนโลยี 3G ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2544 โดย NTT DoCoMo ประเทศญี่ปุ่น และปัจจุบันเทคโนโลยี 3 G ได้รับการพัฒนาให้เป็นฐานสำหรับกาตลาดในภูมิภาคเอเชียอื่นๆ ได้ตระหนักถึงประโยชน์ของการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยี 3G เช่น Maxis ผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ที่สุดในมาเลเซียได้เปิดให้บริการ WCDMA เมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 และ HSDPA เมื่อเดือนกันยายน 2549 ด้วยการใช้เครือข่ายเทคโนโลยี 3G ที่ล้ำหน้า ผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถให้บริการแอปพลิเคชันทางด้านข้อมูลได้มากขึ้น ซึ่งรวมถึงการดาวน์โหลดเพลงและวิดีโอได้ตามต้องการรก้าวกระโดดไปสู่เทคโนโลยี 4 G
- เรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจหลายแง่มุม แบ่งกันไม่ลงตัว การกีดกันบริษัทโทรศัพท์มือถือบางรายไม่ให้ชนะการประมูลบ้าง หน่วยงานของรัฐทำผิดกฎหมายบ้าง การเมืองเข้ามาแทรกแซงเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อเอกชนบางกลุ่มบ้าง ไม่ว่าจะมาสาเหตุใดก็ตาม แต่เชื่อว่า หลายปัจจัยมีส่วนสำคัญที่ทำให้การเปิดใช้ระบบ 3G ประสบปัญหามาตลอด และผลของความล่าช้า ก็ทำให้โดยรวมของประเทศเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ไปอย่างมาก
- การใช้งานที่มากขึ้นจะส่งผลให้ผู้ใช้รับภาระในเรื่องค่าบริการที่สูงขึ้นในที่สุด ซึ่งต่างจากเครือข่าย 3G บริการ GPRS ไม่ได้ใช้ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีเหมือนกับ 3G ไม่ว่าจะเป็น WCDMA หรือ EV-DO ดังนั้น ราคาค่าบริการในการรับส่งข้อมูลต่อ 1 เมกะไบต์ด้วยการใช้เทคโนโลยี GPRS จะมีราคาสูงกว่าการใช้เทคโนโลยี 3G ถึง 5 เท่า ในที่สุดต้นทุนที่สูงขึ้นจึงตกเป็นภาระของผู้ใช้บริการ ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่เพื่อส่งเสริมการทำงานและกิจกรรมอื่นๆ

Threats
- ความล่าช้าของระบบ 3G ในประเทศ ยังไม่ชัดเจนนักว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร ระหว่างการปรับตัวของภาคเอกชน หรือต้นทุนการพัฒนาระบบที่สูงจนไม่คุ้มทุน หรือจากภาครัฐที่กฎระเบียบและข้อจำกัดที่เข้มงวด รวมทั้งการให้นักการเมืองเข้ามามีส่วนในการรื้อปรับนโยบายครั้งแล้วครั้งเล่า หรือรอความชัดเจน ในการตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.ให้เสร็จภายใน 180 วัน หลังจากที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีผลบังคับไปเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2553
- การให้บริการ 3Gสำหรับพื้นที่ในถิ่นทุรกันดารยังเป็นไปได้ยาก ดังนั้น รัฐบาล องค์กรสาธารณะ และหน่วยงานเอกชนจึงได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาการสื่อสารในภูมิภาคนี้

ความจำเป็นมากน้อยในเทคโนโลยี 3 G

ระบบ 3G มีความจำเป็นต่อประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน คำตอบส่วนหนึ่งได้จากรายงาน World in 2010 ของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ International Telecommunication Union (ITU) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งทำหน้าที่ติดตามดูแลการพัฒนาระบบการสื่อสารโทรคมนาคมของโลก และเป็นผู้วางมาตรฐานโทรศัพท์ระบบ 3 G พบว่า สิ้นปี 2553 มีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 739 ล้านคนในปี 2543 เป็น 5,282 ล้านคนในปี 2553ลงไปในรายละเอียด ก็พบว่า ผู้คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่เป็นคนในประเทศกำลังพัฒนาถึง 3,845.8 ล้านคน ส่วนคนในประเทศพัฒนาแล้ว 1,435.9 ล้านคน
ในจำนวน 5,282 ล้านคนนี้ มีคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือในระบบ 3G เพียง 940 ล้านคน ซึ่งถือว่ายังมีสัดส่วนไม่มากนัก แค่ 17% เท่านั้น แต่อัตราการเติบโตของโทรศัพท์ 3G กลับมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดูจากข้อมูลในปี 2550 มีเพียง 95 ประเทศเท่านั้นที่ใช้ระบบ 3G แต่เพียงแค่ 3 ปีให้หลัง คือในปี 2553 ประเทศที่เปลี่ยนมาใช้ระบบ 3G ได้เพิ่มขึ้นเป็น 143 ประเทศ ที่น่าสนใจคือ มีบางประเทศได้ก้าวเข้าสู่การให้บริการ 4G ไปแล้ว เช่น สวีเดน นอร์เวย์ ยูเครน และสหรัฐ
อย่างไรก็ตามการอนุญาตให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าถึงบริการนี้ได้ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติต่อไปในอนาคต ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจะคุ้มค่ากับการลงทุนอย่างแน่นอน

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License