IT Report 2_ครบรอบ 40 ปี โทรศัพท์มือถือ_Y34_ภูริตา อัศวสุดสาคร_5510224126

ครบรอบ 40 ปี โทรศัพท์มือถือ
(ข่าววันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556)
โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของโลก ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน ปีคริสตศักราช 1973 ผลิตโดยบริษัทโมโตโรล่า ชื่อรุ่น DynaTAC (ไดนาแทค) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ Brick Phone หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่า โทรศัพท์ก้อนอิฐ

martin-cooper-inventor-of-worlds-first-mobile-phone.jpg

สำหรับโทรศัพท์โมโตโรล่าไดนาแทค รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในช่วงทศวรรษที่ 70 และ 80 นั่นก็คือ ไดนาแทค 8000X ตัวเครื่องประกอบด้วย ปุ่มกดเลขหมาย และหน้าจอขาวดำ แสดงตัวเลข สามารถบันทึกเลขหมายได้ 30 เลขหมาย รับสายและสนทนาต่อเนื่องได้ 30 นาที น้ำหนักเครื่องประมาณ 800 กรัม ราคาจำหน่ายอยู่ที่เครื่องละ 4 พันดอลลาร์

ครบรอบ40ปีโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของโลก401.jpg


จากนั้นในปีคริสตศักราช 1994 บริษัทไอบีเอ็ม ได้พลิกโฉมหน้าตลาดโทรศัพท์มือถือ ด้วยการเปิดตัวไอบีเอ็ม ไซมอน (IBM Simon) ที่ถูกขนานนาม โดยกูรูไอที ให้เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลก เนื่องจากผู้ใช้งานสามารถใช้แอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่ไม่ได้ถูกติดตั้งมากับเครื่องได้เป็นครั้งแรก อาทิ โปรแกรมเครื่องคิดเลข ปฏิทิน หรือออแกไนเซอร์ นอกจากนี้ ไอบีเอ็มไซมอน ยังเป็นโทรศัพท์รุ่นแรกที่มีหน้าจอสัมผัสขาวดำ ขนาด 4.5 นิ้ว ราคาจำหน่ายอยู่ที่เครื่องละ 1,099 ดอลลาร์ หรือเกือบ 3 หมื่น 3 พันบาท
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 และต้นทศวรรษที่ 2000 ทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่ "โนเกีย" บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือสัญชาติฟินแลนด์ ที่ได้เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือที่มีขนาดเทอะทะ ให้มีขนาดเล็กลง พกพาสะดวก พร้อมกับฟังค์ชั่นที่หลากหลาย แต่สำหรับโทรศัพท์รุ่นที่สร้างกำไร และชื่อเสียงให้กับโนเกียมากที่สุด คงหนีไม่พ้น "โนเกีย 3310" ที่มาพร้อมกับเกม Snake หรือเกมงู ซึ่งเป็นเกมบนมือถือที่ฮิตที่สุดในยุคนั้นก็ว่าได้
ต่อมาในช่วงปีคริสตศักราช 2003-2006 ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือหลายราย เริ่มทยอยเปิดตัวโทรศัพท์มือถือหน้าจอสีที่มาพร้อมกับฟังค์ชั่นอินเตอร์เน็ต บนเครือข่าย GPRS หรือ 2 จี ซึ่งโทรศัพท์รุ่นที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้น คงหนีไม่พ้นโมโตโรล่า เรเซอร์ (Motorola Razor) โทรศัพท์จอสีแบบพับได้ ที่มีหน้าจอทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

ในปีคริสตศักราช 2007 ทั่วโลกต่างต้องตื่นตะลึง เมื่อแอปเปิล บริษัทไอทีชื่อดังของสหรัฐฯ เปิดตัว "ไอโฟน" (iPhone) สมาร์ทโฟนที่มีฟังค์ชั่นครบครันที่สุดนับตั้งแต่ที่เคยมีมา ซึ่งผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่ตนเองต้องการ ผ่านร้าน App Store นับเป็นการผลิกโฉมอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ ให้หันมาผลิตสมาร์ทโฟนในลักษณะคล้ายๆ กันจนถึงทุกวันนี้
วิวัฒนาการของโทรศัพท์
การติดต่อสื่อสารทางไกลในสมัยโบราณระหว่างมนุษย์ด้วยกัน จะใช้วิธีการง่ายๆ อาศัยธรรมชาติ หรือเลียนแบบธรรมชาติเป็นหลัก เช่น การใช้ควัน เสียง แสง หรือใช้นกพิราบ เป็นต้น ซึ่งจะไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนัก เนื่องจากไม่สามารถให้รายละเอียดของข่าวสารได้มาก หรือแม้จะให้รายละเอียดได้มาก แต่ก็ไม่ค่อยมีความปลอดภัยเท่าใดนัก เช่น นกพิราบนำสารซึ่งให้รายละเอียดได้มาก แต่ก็มีความเสี่ยงสูงตรงที่นกพิราบอาจจะไปไม่ถึงปลายทางได้ สำหรับยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งเป็นยุคแห่งความเจริญทางด้านเทคโนโลยี มนุษย์ได้นำเอาเทคโนโลยีที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้กับการสื่อสาร ทำให้การติดต่อสื่อสารในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น ทั้งความสะดวกสบาย รวดเร็วและถูกต้อง ชัดเจน แน่นอน ระบบสื่อสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น วิทยุสื่อสาร (Radio Communication) โทรเลข (Telegraphy) โทรพิมพ์ (Telex) โทรศัพท์ (Telephone) โทรสาร (Facsimile) หรือวิทยุตามตัว (Pager) เป็นต้น แต่ระบบสื่อสารที่ได้รับความนิยมทั่วโลกก็คือ โทรศัพท์ เนื่องจากสามารถโต้ตอบกันได้ทันที รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งระบบอื่น ๆ ไม่สามารถทำได้ ดังนั้น โทรศัพท์จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากและในโลกของการสื่อสารปัจจุบัน โทรศัพท์ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศต่าง ๆ โดยมีคำกล่าวหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศอยู่ว่า ประเทศใดที่มีจำนวนเลขหมายโทรศัพท์ในประเทศ 40 หมายเลขต่อประชากร 100 คน ถือว่าประเทศนั้นมีความเจริญแล้ว หรือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศใดที่มีหมายเลขโทรศัพท์ 10 เลขหมายขึ้นไปต่อประชากร 100 คน ถือว่าประเทศนั้นกำลังได้รับการพัฒนา จะเห็นว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ให้ความสำคัญกับกิจการโทรศัพท์เป็นอย่างมาก ในประเทศไทย คำว่าโทรศัพท์ ได้เริ่มรู้จักกันตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ซึ่งโทรศัพท์ตรงกับภาษากรีกคำว่า Telephone โดยที่ Tele แปลว่า ทางไกล และ Phone แปลว่า การสนทนา เมื่อแปลรวมกันแล้วหมายถึงการสนทนากันในระยะทางไกล ๆ หรือการส่งเสียงจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งได้ตามต้องการ
มาทำความรู้จักกับวัฒนธรรมใหม่ที่ยากจะปฏิเสธ
ในปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างสะดวก เพราะสามารถพกพาและให้บริการได้เกือบทุกพื้นที่ เป็นรูปแบบการสื่อสารที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เสียค่าใช้จ่ายน้อย ความต้องการโทรศัพท์มือถือจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการติดต่อ สื่อสารในชีวิตประจำวันและมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและมีใช้กันอย่างแพร่หลาย การให้บริการโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันไม่เพียงแต่ให้บริการแบบเสียง การโทรออกและรับสายเท่านั้น แต่ยังมีการให้บริการแบบโมบายอินเตอร์เน็ตด้วย ซึ่งการที่โทรศัพท์มือถือสามารถใช้งานได้หลากหลายขึ้นนั้น ทำให้ผู้ให้บริการหันมาให้ความสำคัญกับลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เนื่องจากลูกค้าแต่ละกลุ่มจะใช้บริการที่แตกต่างกันไป โดยพัฒนาการของโทรศัพท์มือถือมีความเป็นมา ดังนี้
1. ระบบการสื่อสารบนเครือข่ายยุคไร้สายยุค 1G (First Generation) การสื่อสารจะเน้นไปที่ข้อมูลเสียงแต่เพียงอย่างเดียว การเชื่อมของเครือข่ายเป็นแบบเซอร์กิตสวิตชิง คุณภาพของเสียงยังไม่ดีนัก ความเร็วของการส่งก็ยังไม่สูงและไม่มีระบบความปลอดภัยในการใช้งาน ทำให้มีการลักลอบใช้งานกัน โดยง่าย ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นแบบอะนาล็อก จึงมีข้อจำกัดในเรื่องจำนวนช่องสัญญาณและการใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้มีการติดขัดเรื่องการขยายจำนวนเลขหมายและการขยายแกนความถี่ ตัวเครื่องโทรศัพท์ยังมีขนาดใหญ่ใช้กำลังไฟฟ้ามาก ต่อมาภายหลังจึงเปลี่ยนมาเป็นระบบดิจิตอลและการเข้าช่องสัญญาณแบบแบ่งเวลา
2. ระบบการสื่อสารบนเครือข่ายยุคไร้สายยุค 2G (Second Generation) การส่งข้อมูลเริ่มเปลี่ยนจากอะนาล็อกมาเป็นดิจิตอล ทำให้การส่งข้อมูลสามารถใช้ความเร็วได้มากขึ้น โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิตอลในยุคที่สองนอกจากจะมีจุดเด่นคือเสียงชัดแล้ว ความจุของระบบก็เพิ่มมากขึ้นเมื่อ ใช้แบบกว้างความถี่เท่ากันกับอะนาล็อก
ในยุค 1G และ 2G ยังมีความเร็วไม่เพียงพอที่จะใช้กับอินเทอร์เน็ต แม้ว่าอาจจะใช้ส่งอีเมล์ได้บ้าง แต่ไม่เหมาะกับการค้นหาข้อมูล ยุคนี้ถือเป็นยุคเริ่มต้นของการส่งข้อมูลนอกเหนือจากการส่งเสียง เริ่มมีการส่งข้อความสั้น ๆ และเริ่มมีการใช้งาน WAP (Wireless Application Protocol) โดยในช่วงปลายของยุคนี้ เครือข่ายแลนไร้สายเริ่มมีการใช้งานด้วยความเร็วไม่มากนัก
3. ระบบการสื่อสารบนเครือข่ายยุคไร้สายยุค 2.5 G (Second Point Five Generation) ยุคนี้เป็นยุคเชื่อมต่อหรือเป็นหน้าด่านก่อนที่จะเข้าสู้การปฏิวัติวงการสื่อสารของโลก ในยุคนี้ได้เปลี่ยนมาเป็นระบบดิจิตอลทั้งหมด โดยพัฒนาต่อเนื่องจากระบบ GSM เดิมมาเป็นระบบ 2G (Extend 2G System) ความเร็วในการส่งข้อมูลอยู่ที่ระดับ 100 กิโลบิตต่อวินาที โดยระบบที่ใช้เป็นระบบ GPRS ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการให้บริการและเรียกเก็บค่าบริการตามปริมาณของข้อมูลที่มีการส่งผ่าน

4. ระบบการสื่อสารบนเครือข่ายยุคไร้สายยุค 3G (Third Generation) ยุคนี้เป็นยุคที่รองรับความต้องการในการรับส่งข้อมูลดิจิตอลอย่างเต็มรูปแบบด้วยความเร็วสูง ในช่วงไม่กี่ปีผ่านมานี้ก่อนที่เทคโนโลยี 3G จะมีการใช้งาน ได้มีการคิดค้นเทคนิค EDGE ขึ้นมา เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ความเร็วสูง ดังนั้น ผู้ที่ต้องการใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตจึงต้องพิจารณาอุปกรณ์ที่มารองรับการทำงาน เพื่อให้สามารถทำงานได้ด้วย สำหรับเครือข่ายไร้สายในยุค 3G มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานด้านรับ-ส่งข้อมูลที่มากขึ้น จะมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงถึง 2 Mbit/sec ซึ่งมีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลที่มากกว่าเครือข่าย EDGE ที่ให้บริการในปัจจุบันถึง 4 เท่า
5. ระบบการสื่อสารบนเครือข่ายยุคไร้สายยุค 4G (Fourth Generation) ยุคนี้เป็นยุคที่พัฒนาต่อเนื่องจากยุคที่ 3 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะรองรับการสื่อสารที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ความสามารถในการสื่อสารไร้สายด้วยความเร็วสูง จะนำมาซึ่งการใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไร้สายต่างๆ รวมถึงแนวทางใหม่ในชีวิตประจำวันที่คาดไม่ถึงอีกหลายรูปแบบที่นอกเหนือจากการใช้เพื่อเข้าอินเทอร์เน็ต ส่งอีเมลล์ หรือเพื่อความบันเทิงต่างๆ โดยจะสามารถสื่อสารได้ในทุกสถานที่ มีการเชื่อมต่อกับระบบสื่อสารแบบไร้สายได้อย่างราบรื่น มีทรัพยากรที่สามารถปรับตัวต่อสภาพการใช้งานได้หลายแบบ รวมไปถึงการให้บริการสื่อผสมหรือมัลติมีเดียคุณภาพสูงได้

Mobile%2BTechnology.png


พลังใหม่มาแรงที่เปลี่ยนแปลงอนาคต
ได้มีการคาดการณ์กันว่า ใน ปี 2560 โทรศัพท์มือถือจะเบ่งบานเชื่อมคนทั้งโลก โดยสามารถแปลทุกภาษาได้ทันที ประชาชนทั่วโลกจะกลายเป็นเผ่าพันธุ์ดิจิทัล กล่าวคือ นวัตกรรมของโทรศัพท์มือถือจะไม่หยุดแค่การโทร แต่จะสามารถถ่ายภาพ ดูหนัง ฟังเพลง ส่งเนื้อหา ส่งภาพ ด้วยความคมชัดระดับ Full HD ผนวกเทคโนโลยี 3D อาจกล่าวได้ว่า โทรศัพท์มือถือจะเป็นเทคโนโลยีที่ปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เปลี่ยนแปลงอนาคต และเปลี่ยนแปลงโลก กล่าวคือ อนาคตของการสื่อสาร ก็คือ วัฒนธรรมใหม่ของชีวิต เพียงมือสัมผัสก็จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนโลก แต่อย่าลืมว่าเราต้องรู้จักใช้โทรศัพท์มือถืออย่างรู้เท่าทัน ใช้สื่อใหม่กันด้วยปัญญาและความดีงาม มีบางคนบอกว่า โทรศัพท์มือถือมีอิทธิพลกับการดำรงชีวิตของผู้คนในปัจจุบันมาก จนยกให้เป็น “ปัจจัยที่ 5” ของสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจหากมองไปทางไหนก็มีแต่คนพกโทรศัพท์มือถือ เพราะโทรศัพท์มือถือมีประโยชน์มากมาย รวมถึงสามารถช่วยลดการใช้พลังงานในภาวะราคาน้ำมันแพงด้วย เนื่องจากสามารถใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อสื่อสารได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว แทนการเดินทางเพื่อลดการสิ้นเปลืองพลังงานได้ ดังนั้นจึงมีผู้ใช้ระบบการสื่อสารเพื่อทำงานนอกสถานที่หรือทำงานที่บ้านแทนการเดินทางมาทำงานที่สำนักงานจำนวนไม่น้อย
ผลกระทบจากการใช้สื่อใหม่ที่ไม่ควรมองข้าม
ผลกระทบต่อสุขภาพ
คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้ทยอยเปิดเผยรายงานการวิจัยต่าง ๆ ออกมาเป็นระยะ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยได้เปิดเผยผลการ วิจัยที่ทดลองในสัตว์ทดลองมานานกว่า 7 ปี พบว่าการใช้โทรศัพท์มือถือมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ของมนุษย์ ทำให้การซ่อมแซมในระดับเซลล์เสื่อมสมรรถภาพและมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดเนื้องอกหรือมะเร็งที่สมองได้ จากการวิจัยดังกล่าว นักวิจัยได้นำผลการวิจัยไปศึกษาต่อในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่สมอง พบว่าเนื้องอกที่สมองมีความสัมพันธ์กับการใช้โทรศัพท์มือถือ กล่าวคือพบผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกที่สมองจะเป็นข้างเดียวกับที่ใช้โทรศัพท์ และยังพบว่า ในเนื้องอกนั้นมีเซลล์ลักษณะพิเศษที่พบเฉพาะในผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งนักวิจัยพยายามหาข้อมูลในเชิงระบาดวิทยาให้มากขึ้นเพื่อยืนยันผลการทดลองดังกล่าว

ผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ห่างเหินกัน เพราะทุกคนหันมาใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่สื่อสารกันแทนการไปมาหาสู่ อาทิเช่น การใช้ Video Conference แทนการพบปะประชุมกัน หรืออาจก่อให้เกิดปัญหาการว่างงาน เพราะการใช้เทคโนโลยีโทรคมนาคมใหม่ ๆ แทนที่แรงงาน เช่น การใช้ระบบ Call Center แทนการใช้พนักงาน Operator หรืออาจทำให้เกิดการสูญเสียขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมอันดีของเดิมไป เพราะไปรับวัฒนธรรมใหม่ที่ผ่านเทคโนโลยีสื่อสารคมนาคมสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว หรืออาจสูญเสียความเป็นอิสระ ความเป็นส่วนตัว เพราะเทคโนโลยีสื่อสารคมนาคมติดตามตัวไปทุกหนทุกแห่ง รวมทั้งยังอาจก่อให้เกิดความฟุ้งเฟ้อ โดยถือว่าการมีโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องประดับ แสดงฐานะทางสังคมอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อความทัดเทียมกับผู้อื่น
อีกปัญหาสำคัญก็คือ หากผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทุกคนไม่มีระเบียบในการทิ้งโทรศัพท์ที่เสื่อมสภาพ ก็จะทำให้เกิดโทษมหันต์ด้วยเช่นกัน เนื่องจากส่วนประกอบบางอย่างในโทรศัพท์มือถือเป็น “ขยะพิษ” โดยเฉพาะแบตเตอรี่ ซึ่งมีส่วนประกอบที่เป็นโลหะหนักมีอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ควรรู้จักใช้โทรศัพท์มือถือด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการใช้อย่างประหยัดพลังงาน รักษาชีวิตและสิ่งแวดล้อม
ข้อเสนอแนะ
แม้ว่าโทรศัพท์มือถือจะเป็นเทคโนโลยีที่มีคุณประโยชน์ต่อสังคมมนุษย์มากมาย แต่โทรศัพท์มือถือก็ยังเปรียบเสมือนดาบสองคม พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือในทางลบหรือผิดวัตถุประสงค์นั้น ปรากฏให้เห็นอยู่อย่างสม่ำเสมอ ดังเช่นการใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพลามกอนาจาร รวมทั้งคลิปวิดีโอ ที่มีความรุนแรงและส่งต่อกันไปเครื่องต่อเครื่อง ทำให้ภาพดังกล่าวแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง โทรศัพท์มือถือจึงกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการถ่ายทอดค่านิยมที่ผิด ๆ ให้แก่เด็กและเยาวชนในสังคม ซึ่งการสกัดกั้นหรือป้องกันก็กระทำได้ยากด้วย
ในแง่ของการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือซึ่งไม่สามารถเห็นหน้าตากันได้นั้น ทำให้เกิด "วัฒนธรรมการโป้ปด" และ "การหลอกลวง" จนติดเป็นนิสัย นอกจากนั้น พฤติกรรมในการใช้โทรศัพท์มือถือจนเกินพอดี และมารยาทในการใช้โทรศัพท์มือถือนั้น ก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งด้วย และยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่โทรศัพท์มือถือทำหน้าที่ในการสร้างและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในสังคม แต่ก็สามารถลดทอนความสัมพันธ์ของคนที่อยู่รอบข้างได้ด้วยเช่นกัน จะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ผู้คนใช้เวลาในการคุยโทรศัพท์มือถือกับผู้ที่อยู่ห่างไกลกันมาก จนเกือบจะไม่เห็นความสำคัญของคนที่อยู่ใกล้ตัว หลายคนใช้โทรศัพท์มือถือพูดคุยกับคนอื่นเพื่อแก้ขัดเขินเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่สนิทหรือไม่คุ้นเคย ซึ่งเป็นเหมือนการก่อกำแพงในการสานความสัมพันธ์ หรือผูกมิตรกับคนอื่น มิตรภาพผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารดูเหมือนว่านับวันจะทวีความสำคัญมากขึ้นจนเทียบเท่าหรือแซงหน้ามิตรภาพผ่านการสื่อสารระหว่างบุคคล
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ขณะที่ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยใช้โทรศัพท์มือถือในการตอบสนองความต้องการความปลอดภัย ในทางตรงข้ามโทรศัพท์มือถือนั่นเองที่เป็นมูลเหตุหนึ่งของความไม่ปลอดภัย ด้วยเหตุผลที่โทรศัพท์มือถือเป็นวัตถุมีค่า และสามารถฉกฉวยได้โดยง่าย จึงเป็นสิ่งล่อตา ล่อใจมิจฉาชีพ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ โดยเฉพาะเด็กที่ยังขาดวุฒิภาวะในการป้องกันตนเอง และการระวังภัย ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการได้ รับอันตรายได้
หากจะหาคำตอบแบบฟันธงจากคำถามที่ว่า "โทรศัพท์มือถือคือปัจจัยที่ 5 " จริงหรือไม่อย่างไรนั้น อาจต้องพิจารณาให้รอบด้าน ทั้งในแง่ของคุณประโยชน์ และในแง่ของผลกระทบของโทรศัพท์มือถือต่อมนุษย์และสังคม ซึ่งสิ่งที่สำคัญไปกว่าการหาคำตอบดังกล่าว น่าจะเป็นการหาวิธีที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับวัยรุ่นและเยาวชนในสังคมไทยได้รู้จักการใช้โทรศัพท์มือถืออย่าง "พอเพียง" และรู้จักความ "เพียงพอ" ในการ "พึ่งพาอาศัย" เทคโนโลยี ไร้สายนี้ ไม่ให้กลายเป็น "การพึ่งพิง" จนทำให้ตกเป็น "ทาสมือถือ" อย่างที่เป็นอยู่
ผู้เขียนมีความเห็นว่า โทรศัพท์มือถือและเทคโนโลยีต่าง ๆ ถูกผลิตขึ้น เพื่อทำงานให้มนุษย์ แต่มิใช่เพื่อให้มนุษย์ตกเป็นทาสของสิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยี ซึ่งคำกล่าวนี้ น่าจะเป็นข้อคิดที่ดีสำหรับมนุษย์ในโลกเทคโนโลยีเช่นปัจจุบัน

ที่มาของข่าว
http://news.voicetv.co.th/global/67129.html
แหล่งอ้างอิง
http://hilight.kapook.com/view/84311
http://news.springnewstv.tv/27162/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A-40-%E0%B8%9B%E0%B8%B5
http://www.tnnthailand.com/news/details.php?id=60068
http://secondhandphonemobile.blogspot.com/2011/10/mobile-technology.html
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20130410/499726/%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87-40-%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD.html

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License