Mobile Computing

Mobile Computing คืออะไร

คือ การนำเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์ไร้สายมาเชื่อมโยงกัน ทำให้สามารถใช้โทรศัพท์ไร้สายติดต่อทำงานร่วมกับระบบคอมพิวเตอร์ได้ ในขณะที่มีการเคลื่อนที่ ซึ่งได้เริ่มต้นมาจากในปี 1968 โดยเริ่มต้นจาก Laptop จนถึงตอนนี้ที่มีการพัฒนาเป็น Tablet

ประเภทของ Mobile Computing หรือ เครือข่ายไร้สาย สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทคือ
1.Wireless WAN (Cellular Network) ขนาดใหญ่ที่สุด รวมถึง ระบบเครือข่ายดาวเทียมที่ขอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ในระดับประเทศ ,ทวีป
2.Wireless MAN ครอบคลุมพื้นที่ระดับเมือง เช่น WiMax
3.Wireless LAN อีกชื่อหนึ่งคือ Wi-fi นิยมมาก ต้นทุนต่ำ ใช้งานง่าย
4.Wireless PAN อยู่ในระยะไม่กี่ฟุต เช่น Barcode, QR code, RFID

The Evolution of Mobile Phones

THe Generation of Mobile Phones

flickr:8655017650

0G
คือการใช้ Cellular network ในรูปแบบ walkie talkie ใช้ในทางทหารส่วนใหญ่

1G

เริ่มขึ้นเมื่อปลายปี 1970s – 1980s ในประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย
เป็นยุคที่ใช้ระบบ Analog คือใช้สัญญาณวิทยุในการส่งคลื่นเสียง โดยไม่รองรับการส่งผ่านข้อมูลใดๆทั้งสิ้นซึ่งนั่นก็หมายความว่าสามารถใช้งาน ทางด้าน Voice ได้อย่างเดียว คือ โทรออก-รับสาย เท่านั้น ไม่มีการรองรับการใช้งานด้าน Data ใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่การรับ-ส่ง SMS ก็ยังทำไม่ได้ในยุค 1G
โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุค 1G จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ราคาแพง มีค่าใช้บริการสูง ผู้ใช้มักจะเป็นนักธุรกิจที่ มีรายได้สูงเสียส่วนใหญ่

2G

เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1990 เป็นโทรศัพท์ที่ใช้สัญญาณ Digital มีการพัฒนาจาก 1Gในเรื่องของการรับส่งข้อมูลในรูปแบบ ของ Data ได้ สามารถ รับ-ส่งข้อมูลต่างๆและติดต่อเชื่อมโยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการกำหนดเส้นทางการเชื่อมกับสถานีฐาน หรือที่เรียกว่า cell site

2G มีอยู่ 2 มาตรฐาน
1.Global System for Mobile Communication (GSM) ซึ่งทำให้เราสามารถถือโทรศัพท์เครื่องเดียวไปใช้ได้เกือบทั่วโลก คือมี Network effect หรือที่เรียกว่า Roaming
2.Code Division Multiple Access (CDMA) เป็นมาตรฐานใช้เป็นส่วนใหญ่ ในประเทศอเมริกา และที่จริงแล้ว ระบบ CDMA นั้นเป็นระบบที่มีคุณภาพเสียงและภาพที่ดีกว่า ระบบ GSM แต่ CDMA ไม่สามรถใช้ Roaming ได้ แต่เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาไปสู่ 3G ทุกวันนี้

2.5G

เป็นยุคที่กำเนิดเทคโนโลยี GPRS (General Packet Radio Service) พัฒนาให้เชื่อมต่อ internet ได้ สามารถให้บริการรับส่งข้อมูลแบบแพคเก็ตที่ความเร็วระดับ 20 – 40 Kbps

2.75G

เป็นช่วงที่เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution) ถือเป็นเทคโนโลยีต่อยอดของ GPRS ความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุดประมาณ 384 Kbps และมีความเร็วในการใช้งานจริงประมาณ80-100 Kbps แต่ EDGE ก็มีข้อเสียคือไม่สามารถทำให้เราเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การดูวิดีโอ หรือ Multimedia ต่าง ๆ

3G

ต่างกับ 2G คือ เรื่องโครงสร้างเครือข่าย 2G เป็น Service switching network คือต้องมีการสร้างช่องทางก่อนมีการติดต่อสื่อสาร ส่วน 3g โครงสร้างเครือข่ายแบบ Packet Switching network เป็นเครือข่ายที่มีลักษณะเดียวกับ Internet
ในการเปลี่ยนจากยุค 1G ไป 2G ไป 3G ต้องเปลี่ยนแปลง base station บริษัทต้องลงทุนสูง ผู้ใช้ต้องเปลี่ยนแปลง handset

ระบบ 3G มี 2 มาตรฐาน ได้แก่
1.WCDMA (Wireland ) หรือ UMTS ซึ่งบริษัทที่ใช้ ระบบ GSM ใน 2G จะใช้ระบบนี้ ต่อมาพัฒนามาเป็น HSPA
2.CDMA 2000

-ประเทศแรกที่ใช้ 3G คือ ญี่ปุ่น บริษัท NTT Dokomo และในปี 2003 ประเทศญี่ปุ่นเปลี่ยนเป็น 4G อย่างเต็มรูปแบบ

4G

  • ใช้รูปแบบ IP based ลักษณะเดียวกับ internet
  • ใช้รูปแบบ IT Packet ในการนำส่ง สัญญาณ
  • ความเร็วจะมากถึงระดับ 1 G Bite กิโลบิตต่อวินาที
  • สามารถ support ข้อมูลประเภท High Definition (HD)

4G มี 2 มาตรฐาน คือ Long Term Evolution (LTE) และ WiMax
แต่ประเทศโดยส่วนใหญ่จะใช้ LTE

ประเทศไทยเพิ่งประมูล 3Gไป แต่จะยังประมูล 4G ไม่ได้ เนื่องจากคลื่นสัญญาณ 4G ยังติดสัญญาสัมปทาน ปัญหาของประเทศไทยคือ สัญญาสัมปทาน ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการแข่งขัน
ในแต่เทคโนโลยีจะมีการกำหนดคลื่นความถี่ที่จะใช้ โดยองค์กรที่ชื่อว่า ITU (International Telecom Union)

ITU (International Telecom Union)

flickr:8655051830

สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ International Telecommunication Union เป็นองค์การชำนาญพิเศษของสหประชาชาติ ซึ่งนับเป็นองค์การสากลที่เก่าแก่มากที่สุดอันดับสอง ที่ยังคงดำเนินการอยู่ โดยในระยะแรกเริ่ม ใช้ชื่อว่า สหภาพโทรเลขระหว่างประเทศ (International Telegraph Union) จัดตั้งขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1865 (พ.ศ. 2408) ปัจจุบัน มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ใกล้กับสำนักงานสหประชาชาติ
สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศมีหน้าที่ในการพัฒนามาตรฐาน และกฎระเบียบ สำหรับการสื่อสารวิทยุ และโทรคมนาคมระหว่างประเทศ การกำหนดแถบคลื่นความถี่วิทยุ (Allocation of the Radio Spectrum) และบริหารจัดการ กรณีที่จำเป็นสำหรับการเชื่อมโยงโครงข่ายระหว่างประเทศ เช่น บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ อันเป็นภารกิจในเชิงโทรคมนาคม ในลักษณะเดียวกับการปฏิบัติงานของสหภาพสากลไปรษณีย์ ในกรณีของงานบริการไปรษณีย์

โครงสร้างตลาดคมนาคมในประเทศไทย

flickr:8653975457

รัฐธรรมนูญ ปี 2540 มีการแก้ไข้ โดยเรียกคลื่นความถี่ที่หน่วยงานรัฐเคยให้สัมปทาน นำกลับมาจัดสรรใหม่ เพื่อให้เข้ากับผลประโยชน์ของประเทศชาติ อันเป็นที่มาของการจัดตั้ง พรบ. องค์กรจัดสรร คลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2543 และนำไปสู่การจัดตั้งองค์กรอิสระ 2 องค์กร คือ กทช และ กสท

  • กทช องค์การอิสระที่เข้ามาดูแลเรื่องกิจการโทรคมนาคม
  • กสท องค์การอิสระที่เข้ามาดูแลเรื่องกิจการวิทยุและโทรทัศน์

จากนั้น หลังจากมีการปฏิวัติรัฐประหาร ในปี 2549 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ โดยรวมองค์กรอิสระทั้ง 2 องค์กร เข้าด้วยกัน เป็นองค์การอิสระที่เข้ามาดูแลทั้ง 3 กิจการคือ วิทยุ โทรทัศน์ และ โทรคมนาคม

ผลกระทบของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549

  • เกิดการแข่งขันเสรีในกิจการโทรคมนาคม

  • ป้องกันการผูกขาดของตลาดกิจการโทรคมนาคม

  • จำกัดสิทธิ์ในการประกอบกิจการโทรคมนาคมของบริษัทต่างชาติ

  • การขออนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม มีความเป็นธรรมมากขึ้น

  • ทำให้เกิดความเม่าเทียมทั้งผู้ให้บริการเดิมและผู้ให้บริการรายใหม่

  • ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่ดี มีประสิทธิภาพในอัตราค่าบริการที่เหมาะสม

  • ทำให้การสื่อสารแห่งประเทศไทย และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย สูญเสียรายได้จากค่าสัมปทานที่เคยได้รับจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม

  • เป็นการกำหนดบทบาทหน้าที่ของ กทช. ที่ชัดเจน

Wireless LAN (Wi-Fi)
เป็นระบบที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน
คลื่นความถี่วิทยุแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ คลื่นความถี่ที่ต้องมีใบอนุญาต กับคลื่นความถี่ที่ไม่ต้องมีใบอนุญาต
ที่ต้องมีใบอนุญาต คือ คลื่นความถี่ที่มีอยู่อย่างจำกัด เช่น ทีวี วิทยุ ดิจิตอลทีวี
ที่ไม่ต้องมี Unlicensed frequency เช่น Wi-fi, microwave, Bluetooth, inferred
Wi-Fi (wireless fidelity) มี 4 มาตรฐาน ได้แก่ 802.11b , 802.11a , 802.11g และ 802.11n

โครงสร้างของ Wi-Fi มี 2 แบบ คือ Infrastructure mode และ Ad-Hoc mode
1. Infrastructure mode เป็นโหมดที่อนุญาตให้อุปกรณ์ภายใน LAN สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่นได้ ในโหมด Infrastructure นี้จะประกอบไปด้วยอุปกรณ์ 2 ประเภทได้แก่ สถานีผู้ใช้ (Client Station) ซึ่งก็คืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (Desktop, แล็ปท็อป, หรือ PDA ต่างๆ) ที่มีอุปกรณ์ Client Adapter เพื่อใช้รับส่งข้อมูลผ่าน wi-fi และสถานีแม่ข่าย (Access Point) ซึ่งทำหน้าที่ต่อเชื่อมสถานีผู้ใช้เข้ากับเครือข่ายอื่น การทำงานในโหมด Infrastructure มีพื้นฐานมาจากระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ กล่าวคือสถานีผู้ใช้จะสามารถรับส่งข้อมูลโดยตรงกับสถานีแม่ข่ายที่ให้บริการ แก่สถานีผู้ใช้นั้นอยู่เท่านั้น ส่วนสถานีแม่ข่ายจะทำหน้าที่ส่งต่อ (forward) ข้อมูลที่ได้รับจากสถานีผู้ใช้ไปยังจุดหมายปลายทางหรือส่งต่อข้อมูลที่ได้ รับจากเครือข่ายอื่นมายังสถานีผู้ใช้
2. Ad-Hoc mode หรือ Peer-to-Peer เป็นเครือข่ายที่ปิด คือไม่มีสถานีแม่ข่ายและไม่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่น บริเวณของเครือข่าย wi-fi ในโหมด Ad-Hoc จะเรียกว่า Independent Basic Service Set (IBSS) ซึ่งสถานีผู้ใช้หนึ่งสามารถติดต่อสื่อสารข้อมูลกับสถานีผู้ใช้อื่นๆในเขต IBSS เดียวกันได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านสถานีแม่ข่าย แต่สถานีผู้ใช้จะไม่สามารถรับส่งข้อมูลกับเครือข่ายอื่นๆได้

flickr:8655017636

ปัญหาของ wi-fi
1. ระบบความปลอดภัย เนื่องจากการไหลของข้อมูล ในระยะ ที่สามารถ รับสัญญาณได้ ทั้งนี้ องค์กรที่ใช้บริการ Wi-Fi ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการใช้ต่ำ
2. การก่ออาชญากรรม เช่น การ set up access point หลอกล่อให้เข้ามาใช้ฟรี เพื่อดักจับข้อมูล
3. ความสามารถในการทำ Roaming จากการย้ายสถานที่ใหม่ ต้องทำการ log-in ใหม่ ทุกครั้งไป และความเร็ว จะลดลง ถ้าระหว่างการใช้งานมีการเคลื่อนไหว

Wireless MAN
WiMax เป็นระบบเครือข่ายไร้สายระดับเมือง ที่ให้สัญญาณในพื้นที่ 50 กม. ซึ่งเหมาะกับการใช้ Internet แบบ นั่งประจำที่มากกว่าการเคลื่อนไหว มีความเร็ว 75 กิโลบิตต่อวินาที

Wireless PAN
เป็นระบบไร้สายขนาดเล็ก ประมาณ 2 – 3 ฟุต เช่น RFID จุดเด่นของ RFID คือ ตัวอ่านกับเครื่อง tag ไม่ต้องอยู่ในระนาบเดียวกัน อ่านได้หลาย tag ในเวลาเดียวกัน ปัจจุบันใช้ในพวก supplied chain trace & track และการทำธุรกรรม โดยเฉพาะ NFC (near field communication)

QR Code (Quick Response)
เป็น barcode 2 มิติ เป็นที่นิยม เพราะสร้างได้ง่าย นิยมนำมาใช้ในด้านการตลาด เช่น ร้านอาหาร นิตยสาร

M-Commerce
M-Commerce เหมือนกับ E-Commerce ที่การทำธุรกรรมเกิดจากระบบเครือข่ายไร้สาย เช่น cell phone, PDA และ โดยใช้ใน 3 area คือ การโฆษณา, shopping และการให้บริการข้อมูล
ปัจจุบันเติบโตขึ้นมาก เนื่องจากความสามารถของระบบเครือข่ายที่มากขึ้น ปริมาณการรับส่งข้อมูลที่มากขึ้น นำไปสู่การพัฒนา application ที่หลากหลาย เช่น ด้านความบันเทิง การทำธุรกรรม location base และ mobile banking
Mobile computing มีบทบาทในด้านสุขภาพ เช่น ในต่างประเทศสามารถตรวจข้อมูลสุขภาพได้ โดยที่คนไข้ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล
รูปแบบการชำระเงินมี 3 รูปแบบ
1. Micropayment system คือ การเรียกเก็บค่าสินค้า และบริการ ของ M-Commerce รวมกับค่าใช้บริการโทรศัพท์มือถือปลายเดือน
2. Stored payment System คือรูปแบบของการชำระค่าสินค้าและบริการที่คล้าย ๆ กับ บัตรเติมเงิน คือ ต้องมีการจ่ายเงินซื้อเครดิต (Point) ล่วงหน้าก่อน แล้วหักค่าสินค้าและบริการในภายหลัง
3. Mobile Wallets เป็น application ที่ทำการเก็บข้อมูลบัตรเครดิตของผู้ใช้บริการ เวลาที่ต้องการซื้อสินค้าและบริการ ก็ซื้อด้วยบัตรเครดิตใบนั้น
การชำระเงินมี 2 แบบ คือ
1. Remote คือการชำระเงินผ่านทางเครือข่าย
2. Proximity คือ จะมีเครื่องอ่าน สแกน จะใช้ใน NFC
The technical limitations of m-commerce

  • Limited screen size
  • Limited bandwidth
  • Limited storage capabilities
  • Limitation of battery life

Mobile Learning
ระบบการเรียนการสอนผ่านโทรศัพท์มือถือ

L- Commerce
Location Base Commerce คือ รูปแบบการทำธุรกรรมตามตำแหน่งที่อยู่ของลูกค้า ส่วนใหญ่จะใช้ในการโฆษณาสินค้า การให้ข้อมูล เช่น nextbus.com, Foursquare, Gowalla

Mobile Operating Systems


  • Featured phone โทรเข้า-ออกได้อย่างเดียว
  • Smart phone ต้องมีระบบปฎิบัติการและ applications

Pervasive Computing
เป็นบทบาทของ Computer ในอนาคต โดยในอนาคตทุกอุปกรณ์จะมี IP address ของตัวเอง อุปกรณ์ต่างๆ สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ เชื่อมต่อกันและกันได้ ไม่ว่าจะเป็น Smart Home, Smart Car, Smart Appliance ที่สามารถกำหนด ข้อมูลต่างๆ
ปัจจุบันมี Internet อยู่ 3 ประเภท
1. Internet of Business Process เช่น E-Commerce, M-Commerce
2. Internet of People เช่น การใช้อินเตอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสาร Social network
3. Internet of Things อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับ internet มากขึ้น เช่น HappiFork

Trends ของ Mobile Computing

  • ในอนาคต ทวีปเอเชียจะเป็นทวีปที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุดในโลก
  • ระบบ 2G จะหมดไป
  • Fiber Optic เข้ามาแทนที่ระบบเครือข่ายโทรศัพท์แบบมีสาย
  • จะมีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่าจำนวนผู้ใช้ PC
  • ระบบเครือข่ายโทรศัพท์ จะถูกนำไปหลอมรวมกับระบบวิทยุ และโทรทัศน์ เรียกว่า Convergent
  • อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะมีราคาที่ถูกลง
Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License