Make Vs. Buy

Make Vs. Buy ?

do611.jpg

Internal Vs. External Delivery

Outsourcing คือการโอนหน้าที่ความรับผิดชอบและกิจกรรมบางอย่างในองค์กรที่ไม่ใช่ธุรกรรมหลัก หรือความสารถหลักขององค์กร ออกไปให้บริษัทข้างนอกที่มีความชำนาญด้านนั้นๆ จัดการแทนตามขอบเขตความรับผิดชอบ และระดับการให้บริการตามสัญญาที่ได้ตกลงกัน ผู้ให้บริการจะรับผิดชอบในการจัดการ บริหาร ทั้งเรื่องบุคลากร เครื่องมือเครื่องใช้ เช่น คอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ สถานที่และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมหรือกระบวนการทำงานนั้นๆ เช่น ถ้าบริษัทมีความสามารถหลักๆในเรื่องการวิจัย การคิดค้นผลิตภัณฑ์ ก็จะ Outsource งานบางอย่างที่ไม่ถนัดออกไปให้บริษัทอื่นทำ เช่นงานคอมพิวเตอร์เครื่องข่าย และ Application เป็นต้น

กลยุทธ์การได้มาของระบบ IT Application
- Outsourcing : การให้หน่วยงานภายนอกมาทำงานแทน
- Buy the application (off-the-shelf approach) : การซื้อซอฟแวร์สำเร็จรูปที่เป็นประโยชน์เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในองค์กร
- Lease the application : การเช่าซอฟแวร์จากผู้ให้บริการ เช่น Web Application ซึ่งราคาถูก เป็นทางเลือกสำหรับผู้มีกจการขนาดเล็ก
- Developing the application in-house(Insourcing) : การพัฒนาระบบขึ้นเอง โดยพนักงานภายในองค์กร
- Partner : ร่วมมือกับบริษัท IT ที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนา
- Crowdsourcing : เป็นวิธีการที่เปิดโอกาสให้สาธารณะชนที่มีความสามารถเข้า
มาร่วมพัฒนาและแก้ปัญหา
- End-User Development : การให้ผู้ใช้งานพัฒนาระบบขึ้นมาเอง

Sourcing decision cycle framework
เป็นการที่บริษัทตัดสินใจว่าจะทำงานนั้นเอง หรือตัดสินใจให้คนอื่นทำ หรือซื้อ หรือไปเป็น Partner รวมถึงจะเป็นในรูปแบบ Cloud sourcing ซึ่งการตัดสินใจเลือกสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผู้บริหารควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะผลแห่งการตัดสินใจของผู้บริหารจะส่งผลโดยตรง ต่อผลประกอบการของบริษัท ซึ่งแสดงการตัดสินใจได้ดังนี้

eh311.jpg

Insourcing
คือ การที่องค์กรนั้นๆ มีการตัดสินใจเลือกที่จะพัฒนาระบบด้าน IT ภายในองค์กรด้วยตัวเอง แทนที่จะเลือกใช้บริการจากองค์กรอื่น (outsouece) มาช่วยพัฒนาระบบไอทีในองค์กร

หลักสำคัญในการเลือกใช้วิธี Insourcing ได้แก่
- ในสถานการณ์ที่บริษัทต้องการมุ่งเน้นในสิ่งที่ทำได้เด่นกว่าคนอื่น ทำได้ดีกว่าคู่แข่ง
- เมื่อระบบ IT นั้นๆ เกี่ยวข้องกับความลับขององค์กร เช่น ข้อมูลทางการเงิน, ข้อมูลลูกค้า, ต้นแบบสินค้าใหม่ ข้อมูลที่เกี่ยวกับ R&D ขององค์กร เป็นต้น
- สถานการณ์ที่องค์กรใช้เวลาน้อยกว่า
- ในกรณีที่องค์กรมีการใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับการจ้างภายนอกทำ
- ควรเลือกพัฒนาระบบ IT เอง ในสิ่งที่เป็น Competencies ขององค์กรนั้นๆ
- สถานการณ์ที่องค์กรมีทรัพยากรอย่างเพียงพอ เช่น ด้านบุคลากรเพียงพอ มีความชำนาญเพียงพอ และมีเครื่องมือเพียงพอ เป็นต้น

Outsourcing
คือ การตัดสินใจเลือกใช้บริการจากบริษัทภายนอก สำหรับนำมาช่วยพัฒนาระบบทางด้าน IT หรือเทคโนโลยีอื่นๆ ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

หลักสำคัญในการเลือกใช้ Outsourcing ได้แก่
- มีต้นทุนถูกกว่าทำเอง ช่วยลดต้นทุนองค์กร
- บริษัทหรือหน่วยงานที่จ้างมีทรัพยากร และบุคคลากรพร้อม และเชี่ยวชาญเฉพาะด้านกว่าองค์กรเรา มีคุณภาพงานที่ดีกว่า เนื่องจากมีประสบการณ์ในการให้บริการกับลูกค้าหลายราย
- ลดความเสี่ยงในการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ๆ
- บริษัทไม่มีเวลา บุคคลากร หรือแผนกIT ที่มีศักยภาพในด้านนั้นๆ
- ช่วยให้องค์กรมุ่งเน้นเฉพาะงานที่เป็นหัวใจสำคัญ และ Outsource งานที่ไม่ใช่หัวใจสำคัญขององค์กรไปให้ภายนอก นอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังช่วยให้ฝ่ายบริหาร สามารถลดภาระงานที่ไม่ใช่หัวใจสำคัญ เพื่อมุ่งเน้นและพัฒนางานที่เป็นหัวใจหลักขององค์กรให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น

ข้อเสียของการใช้ Outsourcing
- อาจมีความเสี่ยงที่ผลงานของบริษัท Outsource ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ทำให้ต้องเสียเวลาแก้ไข ซึ่งอาจส่งผลเสียหายต่องานโดยรวมขององค์กรได้
- โอกาสในการสร้างความเชี่ยวชาญ การเรียนรู้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง การฝึกบุคลากร
- ความปลอดภัยของข้อมูล หรือความลับ ยิ่งหากบริษัทที่ทำการ Outsourcing นั้นให้บริการกับคู่แข่งของเราด้วย อาจเกิดการรั่วไหลของข้อมูลได้
- หากทำการ Outsourcing ส่วนที่เป็นจุดแข็งขององค์กรจะสูญเสียความได้เปรียบ เพราะจะทำให้วิธีการนั้นเป็นมาตรฐานของคู่แข่ง

ข้อหลีกเลี่ยงในการพิจารณา Outsourcing
- ไม่ควรเลือกจากราคาอย่างเดียว ไม่ใช้ราคาเป็นที่ตั้ง
- ระยะเวลาสัญญาไม่ควรเกิน 2 ปี
- ควรเลือกผู้ให้บริการหลายๆราย ไม่ควรเป็นรายเดียว
- ควรมีวัฒนธรรมคล้ายๆกับองค์กร
- ควรใช้เทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐาน

Outsourcing Abroad
หรือเรียกสั้นๆ ว่า Off shoring ซึ่งเป็นการมุ่งเน้นที่การว่าจ้างองค์กรหรือหน่วยงานจากภายนอกเข้ามาเพื่อให้ดำเนินการต่างๆ โยมีวัตถุประสงค์เพื่อการลดต้นทุนทางการว่าจ้างแรงงาน และเป็นการว่าจ้าง เพื่อใช้ในการสนับสนุนในหลายๆเรื่อง บริษัทกำลังดำเนินการอยู่ได้ เช่น ระบบควบคุมคุณภาพ (ISO, Six Sigma ) โดยที่หลายๆประเทศได้มีการส่งออกเกี่ยวกับการให้บริการทางด้าน Software รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับปัจจัยที่จะสร้างความน่าสนใจให้กับผู้ที่กำลังมองหา ประกอบด้วย
- ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ
- การเมืองที่มีเสถียรภาพ
- อัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำ
- ความสัมพันธ์ที่มีความเป็นมิตร
- ข้อจำกัดทางด้านความปลอดภัย
- ระดับโครงสร้างพื้นฐานสามารถใช้งานได้

การว่าจ้างเพื่อการดำเนินงานทางด้าน Software ได้มีการจัดระดับการให้บริการไว้ถึง 5 ระดับ ซึ่งระดับที่ 5 ถือว่าเป็นระดับที่ดีที่สุดจากการพิจารณาภายใต้ Capability Maturity Model (CMM) Carmel and Tjia แบ่งกลุ่มประเทศ ที่เป็น Offshoe destination

- Tier 1 : เป็นประเทศที่มีการพัฒนาแล้ว มีความรู้และการพัฒนา software อย่างต่อเนื่อง อังกฤษ สหรัฐอเมริกา
ญี่ปุ่น อินเดีย
- Tier2 : ประเทศกำลังพัฒนา เช่น บลาซิล ไทย
- Tier3 : ประเทศด้อยพัฒนา เพิ่งเริ่มมีอุตสาหกรรม software ในประเทศ เช่น คิวบา จอร์แดน เวียดนาม

นอกจากนี้การพัฒนายังขึ้นอยู่กับความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมและเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

Nearshoring

คือ การ Outsource ไปยังประเทศที่ไม่มีความแตกต่างมาก ในด้านวัฒนธรรมและเวลามากนัก เนื่องจากเป็นการส่งข้อมูลในระยะใกล้ โดยจะมีกลุ่มของ Nearshoring เป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
- กลุ่ม 20 ชาติ รอบๆ อเมริกาและแคนนาดา
- กลุ่ม 27 ชาติ บริเวณยุโรปตะวันตก
- กลุ่มประเทศบริเวณเอเชียตะวันออก

Captive centers

เป็นบริษัทไม่ Outsource แต่เป็นการสร้างบริษัทลูก โดยใช้แรงงานจากประเทศดังกล่าว เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกนอกจาก Offshoring หรือ Nearshoring

Back sourcing

การ Back sourcing คือ กระบวนการที่บริษัทนำเอาระบบหรืองานทางด้าน IT ที่เคย outsource ออกไป ไม่ว่าทั้งหมดหรือว่าบางส่วน แล้วนำกลับมาทำเอง จากการศึกษาวิจัยพบว่า 70% ของ Outsourcing Project ประสบความล้มเหลว 1 ใน 4 ของบริษัทที่จ้างบริษัทอื่นหรือองค์กรอื่น Outsource จากภายนอก ในบางกรณีบริษัทที่มีการ Outsource ทางด้าน IT จากองค์กรอื่นทำให้ แล้วนำกลับมาทำเองนั้น เหตุผลหลักๆ คือ -ต้นทุน ไม่สามารถลดลงได้อย่างที่เคยตั้งใจไว้
- การบริการที่ Poor Service ในด้านคุณภาพ
- มีการเปลี่ยนแปลงบอร์ดผู้บริหาร และมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายองค์กรนั้นๆ
- มีการเปลี่ยนแปลงบทบาทของ IT ในองค์กร เช่น ธนาคาร ในอดีตส่วนมากจะทำการ Outsource

ทางด้านระบบIT ขององค์กร เพราะขณะนั้น IT มีบทบาทเพียง Support องค์กรเท่านั้น แต่ในปัจจุบันระบบ IT เป็นส่วนหนึ่งของ กลยุทธ์หลักของธุรกิจ หลายๆธนาคารจึงดึงส่วนที่เป็น Outsource กลับมาทำเอง
- ในบางครั้งมีการเปลี่ยนแปลงองค์กร เช่น มีการรวมองค์กรหรือแผนก รวมทั้งตัดหรือลดแผนกที่ไม่จำเป็นออก เพื่อลดต้นทุน หรือปรับนโยบายใหม่

Outsourcing Models

ASP Model
Application service provider (ASP) คือ การเช่า Application นั้น โดยใช้Application ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต การใช้ ASP (เช่า) จะเหมาะสมกับบริษัทที่ต้องการลดต้นทุน ซึ่งจะลดได้ทั้ง Hardware & Software, พนักงานกระจัดกระจายไปยังที่ต่างๆแต่ต้องการใช้ Application ที่ทันสมัยและ ข้อมูลเดียวกันตลอดเวลา, บริษัทไม่มีหน่วยงาน IT เก่งๆ อย่างไรก็ดีการใช้วิธี ASP ไม่เหมาะกับsoftware packageบางอย่าง หากเรื่องนั้นมีผู้พัฒนาเป็นมาตรฐานอยู่แล้วเช่น โปรแกรมการส่งอีเมลล์ หรือโปรแกรมสำนักงานพื้นฐาน ควรจะใช้วิธีการซื้อมากกว่า เช่น MS Office program การสร้างหรือพัฒนาเอง (Build) เหมาะสมกับการลงทุนเมื่อ Application นั้นๆมีความเฉพาะเจาะจงกับบริษัท หรือโดยตรงกับธุรกิจหลักที่ทำ (Core Business), มีบุคคลากรทางด้านไอทีที่เพียงพอ และต้องการควบคุมฟังก์ชั่นการใช้งานเองทั้งหมด

Crowd sourcing
คือการใช้รูปแบบของสาธารณะมาช่วยแก้ปัญหาขององค์กร อาจมาในรูปแบบของไอเดียการแก้ปัญหาก็ได้ โดยจะมีค่าตอบแทนหรือรางวัลหากวิธีการนั้นนำไปสู่ประโยชน์ของบริษัท เหมาะกับบริษัทไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ และต้องการความคิดใหม่ๆในการแก้ปัญหา ยกตัวอย่าง สังคมออนไลน์ ที่น่าสนใจ เช่น iStockphoto.com เป็นสังคมออนไลน์ของช่างภาพสมัครเล่น, innocentive.com เป็นสังคมออนไลน์ของนักวิทยาศาสตร์ ที่ใช้เว็บเป็นคลังสมองของพวกเขาให้กับองค์กรระดับโลก

ef111.jpg

ในการ Outsourcing สามารถทำได้ในรูปแบบทั้งหมดของหน่วยงานIT หรือแค่บางส่วนก็ได้ โดยการเลือกsupplier นั้นจะถูกแบ่งเป็นรายเดียว และ หลายราย

การ Outsource single vender มีข้อดีคือสะดวกในการประสานงานข้อมูลและแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา ส่วนข้อเสียคือมีความเสี่ยงเพราะข้อมูลอยู่ที่บริษัทเดียว อาจโดนผูกขาดเรื่องราคา หรือยากที่จะเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่นๆ หรือเปลี่ยนแปลงบริการ

Outsource multiple venders คือการแบ่งส่วนงานไปทำ outsource กับบริษัทหลายๆราย โดยมีสิทธิประโยชน์คือได้ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน แต่เมื่อเกิดปัญหาก็อาจยากที่จะระบุส่วนของปัญหาเพื่อแก้ไข หรืออาจเกิดปัญหาในการเชื่อมต่อประสานแต่ละ vender เองก็เป็นได้

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License